สรุปข่าว
- วุฒิสมาชิก Thom Tillis จากพรรครีพับลิกัน ขู่โหวตคัดค้านร่างกฎหมาย Clarity Act หากไม่มีการเพิ่ม “เงื่อนไขด้านจริยธรรม” ที่เข้มงวด เพื่อป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนในกลุ่มนักการเมืองระดับสูง
- ข้อกำหนดใหม่ที่ถูกนำเสนอคือ การสั่งห้ามเจ้าหน้าที่ระดับทำเนียบขาวและประธานาธิบดีจากการโปรโมต สนับสนุน หรือมีส่วนร่วมในการออกเหรียญคริปโต ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ครอบครัวของ Donald Trump ที่กำลังรุกธุรกิจคริปโตอย่างหนัก
- ตลาดประเมินโอกาสที่กฎหมายฉบับนี้จะผ่านวุฒิสภาลดลงเหลือเพียง 46% เนื่องจากต้องใช้คะแนนเสียงถึง 60 เสียง ซึ่งยากจะเกิดขึ้น หากทั้งสองพรรคยังไม่สามารถตกลงเรื่องขอบเขตบทบาทของนักการเมืองในอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลได้
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Bearish
ความไม่แน่นอนทางกฎหมายเป็นปัจจัยลบที่คอยกดดันตลาดคริปโตในสหรัฐฯ มาโดยตลอด การที่ร่างกฎหมายสำคัญอย่าง Clarity Act เสี่ยงที่จะล่ม เนื่องจากความขัดแย้งทางการเมืองภายใน จะทำให้นักลงทุนสถาบันชะลอการตัดสินใจเพื่อรอดูความชัดเจนของระเบียบข้อบังคับ ส่งผลให้ราคา Bitcoin และเหรียญที่เกี่ยวข้องกับระบบนิเวศในสหรัฐฯ อาจเผชิญกับการปรับฐาน หรือซึมตัวในระยะสั้นจนกว่าจะมีทางออกที่ชัดเจน
วุฒิสมาชิก Thom Tillis จากพรรครีพับลิกัน กำลังกลายเป็นตัวแปรสำคัญที่อาจทำให้ร่างกฎหมาย Crypto Clarity Act ต้องมาถึงทางตัน โดยเขาได้ประกาศเงื่อนไขชัดเจนว่าเขาจะคัดค้านร่างกฎหมายนี้ เว้นแต่จะมีการใส่บทบัญญัติเรื่องจริยธรรมที่ห้ามไม่ให้เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวโปรโมตหรือออกสินทรัพย์ดิจิทัลด้วยตนเอง ซึ่งหากขาดเสียงสนับสนุนของเขา การผ่านร่างกฎหมายนี้ในวุฒิสภาก็แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย
Tillis ซึ่งดำรงตำแหน่งในคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภา อันเป็นด่านหน้าในการผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้ เน้นย้ำว่าเขาจะเปลี่ยนจากการเป็นผู้เจรจาไปเป็นผู้คัดค้านทันทีหากไม่มีข้อกำหนดเรื่องจริยธรรมรวมอยู่ด้วย จุดยืนของเขานั้นถือว่าเด็ดขาดและไม่มีท่าทีว่าจะเป็นการขู่เพื่อต่อรองทางการเมือง เพราะเขาได้ตัดสินใจเกษียณอายุการทำงานในต้นปีหน้า จึงไม่มีแรงจูงใจทางการเมืองที่ต้องมาอ่อนข้อหรือเกรงใจใคร
ขณะนี้ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรมาตั้งแต่เดือนกรกฎาคมแล้ว แต่ในฝั่งวุฒิสภากลับกลายเป็นด่านที่สำคัญที่สุด โดยข้อพิพาทเรื่องจริยธรรมนี้ถือเป็นประเด็นที่เป็นอุปสรรคใหญ่คอยขวางไม่ให้ผ่านร่างกฎหมายในเวลานี้
เงื่อนไขที่ Tillis เรียกร้องมีความสอดคล้องกับความต้องการของฝั่งเดโมแครต โดยวุฒิสมาชิก Adam Schiff เสนอให้มีการแบนการสนับสนุนหรือออกสินทรัพย์ดิจิทัลสำหรับเจ้าหน้าที่รัฐบาลกลางทั้งหมดรวมถึงประธานาธิบดี ซึ่งประเด็นนี้เป็นผลโดยตรงจากการที่ครอบครัวทรัมป์มีธุรกิจคริปโตมูลค่ากว่า 1 พันล้านดอลลาร์ เช่น โปรเจกต์ World Liberty Financial และเหรียญ Stablecoin ที่ชื่อว่า USD1 ทำให้ฝ่ายเดโมแครตยื่นเงื่อนไขเรื่องการป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อนเป็นที่ตั้งสำคัญ
สถานการณ์การเจรจายังคงดำเนินต่อไป โดย Patrick Witt ที่ปรึกษานโยบายคริปโตของทำเนียบขาว กำลังร่วมโต๊ะเจรจากับวุฒิสมาชิกจากพรรครีบับลิกันอย่าง Cynthia Lummis และ Bernie Moreno แม้จะเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีขึ้น แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นบรรลุข้อตกลง ซึ่งทาง Schiff ยอมรับว่าแม้จะมีความคืบหน้าแต่ความเห็นต่างก็ยังคงมีอยู่
การที่ Tillis เปลี่ยนท่าทีถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของร่างกฎหมายนี้ เพราะในวุฒิสภาจำเป็นต้องใช้เสียงสนับสนุนจากทั้งสองพรรคเพื่อให้ผ่านเกณฑ์ 60 เสียง และฝั่งเดโมแครตเองก็ยืนกรานว่าจะไม่มีการผ่านร่างกฎหมายหากไม่มีข้อตกลงเรื่องจริยธรรม ขณะที่อัตราการคาดการณ์บนแพลตฟอร์ม Polymarket ระบุว่าโอกาสที่ร่างกฎหมายนี้จะได้รับการรับรองในปี 2026 อยู่ที่เพียง 46 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น
หากการเจรจาเรื่องจริยธรรมไม่ลงตัว ร่างกฎหมายนี้จะหยุดชะงักลงทันที ส่งผลให้ความชัดเจนทางกฎหมายที่ตลาดต้องการ เช่น การแบ่งขอบเขตอำนาจระหว่าง CFTC และ SEC ยังคงคลุมเครือต่อไป นอกจากปัญหาเรื่องจริยธรรมแล้ว ยังมีข้อพิพาทเรื่องการจ่ายผลตอบแทนจาก Stablecoin ที่เป็นอีกหนึ่งจุดติดขัด ทำให้เส้นทางการผ่านกฎหมายคริปโตของสหรัฐฯ ในรอบนี้เต็มไปด้วยขวากหนามและคาดเดาได้ยากขึ้นเรื่อยๆ
ที่มา : yahoofinance
มุมมองผู้เขียน : นี่คือเกมการเมืองที่มีอนาคตของอุตสาหกรรมคริปโตเป็นเดิมพันอย่างแท้จริง สิ่งที่น่ากังวลที่สุดไม่ใช่ว่ากฎหมายที่ออกมาจะเข้มงวดแค่ไหน แต่คือ การที่ร่างกฎหมายมันไม่ผ่านออกมาเลยต่างหาก
