bitkub-banner

Sell in May ยังขลังอยู่ไหม ? สรุปสถิติตลาดหุ้นเดือนพฤษภาคม ย้อนหลัง 20 ปี

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Sell in May เป็นแค่เรื่องเล่าล้าสมัย สถิติย้อนหลัง 20 ปีชี้ชัดว่าการชิงขายสินทรัพย์หนีความผันผวนในเดือนพฤษภาคมมักนำไปสู่ความผิดหวัง 
  • ข้อมูลจาก Coinglass ยืนยันว่าเดือนพฤษภาคมเป็นหนึ่งในเดือนที่แข็งแกร่งที่สุดของ Bitcoin ส่วนการร่วงหนักในช่วงปี 2021-2023 ล้วนเกิดจากปัจจัยภายนอก
  • แม้ข้อมูล On-chain ปัจจุบันจะดูดี แต่เดือนพฤษภาคมปีนี้มีความเสี่ยงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เช่นการเปลี่ยนตัวประธานเฟดและปัญหาภูมิรัฐศาสตร์

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

วลีฮิตอย่าง Sell in May and go away อาจเป็นเพียงความเชื่อที่ล้าสมัยสำหรับตลาดการเงินในยุคปัจจุบัน เนื่องจากสถิติย้อนหลัง 20 ปีแสดงให้เห็นว่ากลยุทธ์นี้ใช้ไม่ได้ผลโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับ Bitcoin ที่สถิติบ่งบอกว่าเดือนพฤษภาคมมักให้ผลตอบแทนเฉลี่ยเป็นบวกสูงถึง 8.18% ส่วนการปรับตัวลงแรงในอดีตล้วนเป็นผลมาจากข่าวร้ายระดับโลกที่เข้ามาปะทะพอดี ไม่ใช่ผลจากตัวฤดูกาล อย่างไรก็ตาม พฤษภาคมปี 2026 นี้นักลงทุนยังคงต้องระมัดระวังความผันผวนอย่างหนัก ไม่ใช่เพราะอาถรรพ์ของเดือน แต่เป็นผลมาจากปัจจัยมหภาคที่สำคัญอย่างการส่งไม้ต่อตำแหน่งประธานเฟด รวมถึงความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านที่พร้อมจะกลับมาปะทุได้ทุกเมื่อ

เดือนพฤษภาคมกำลังขยับใกล้เข้ามาทุกที ซึ่งวลีสุดฮิตอย่าง Sell in May เองก็ได้เริ่มกลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้งเช่นกัน ทำให้นักลงทุนเริ่มเกิดความกลัวว่าจะต้องรีบขายหนีตายไหมและต้องรับมืออย่างไร ดังนั้นในบทความนี้เราจะพาทุกท่านมาย้อนดูสถิติ 20 ปี ว่าเดือนพฤษภาคมจะอาถรรพ์จริงหรือไม่ และปีนี้จะเกิดอะไรขึ้น

Sell in May เรื่องจริงหรือหลอกเด็ก

วลี sell in May and go away เป็นคำที่นักลงทุนในตลาดหุ้นต่างคุ้นหูกันเป็นอย่างดี โดยวลีดังกล่าวสามารถย้อนไปได้ถึงยุคศตวรรษที่ 18-19 เพราะปริมาณการซื้อขายมักจะลดลงอย่างมากในช่วงหน้าร้อนเนื่องจากนักลงทุนรายใหญ่หนีความร้อนออกไปพักผ่อนที่แถบชนบทแล้วค่อยกลับเข้ามาตลาดใหม่ในเดือนกันยายน

เมื่อเวลาผ่านไปจากสิ่งที่เกิดขึ้นจากพฤติกรรมจริงๆ ก็ได้เริ่มแปรเปลี่ยนมาเป็นเรื่องเล่าที่ถูกหยิบยกขึ้นมาอ้างอิงเพราะความบังเอิญบนกราฟที่เกิดขึ้น แต่หากพิจารณาดูอย่างจริงจังจะพบว่าทฤษฎีดังกล่าวใช้ไม่ได้กับตลาดของยุคสมัยใหม่

ข้อมูลทางสถิติบ่งบอกชัดเจนว่ าการตื่นกลัวขายในเดือน พ.ค. ล้วนแล้วแต่นำมาซึ่งความผิดหวังเพราะตลอด 20 ปี ที่ผ่านมา มีเพียงแค่ 3 ครั้งเท่านั้น ที่ชิงขายก่อนถึงจะรอดตัวซึ่งเกิดขึ้นในปี 2008, 2011 และ 2022 ข้อมูลบางสำนักยังระบุอีกว่าอัตราความสำเร็จของการขายในเดือนพฤษภาคมจะอยู่ที่ 25% เพียงเท่านั้นไม่คุ้มความเสี่ยง

ใช้กับ Bitcoin ได้ไหม?

สำหรับ Bitcoin เดือนพฤษภาคมกลับกลายเป็นหนึ่งในเดือนที่ทำผลงานได้อย่างแข็งแกร่งเสียอย่างนั้น แม้ว่าจะมีการเทรดตลอด 24 ชั่วโมง 365 วันก็ตาม 

ข้อมูลจาก Coinglass ยืนยันว่า ในเดือนพฤษภาคม Bitcoin ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยในเดือนนี้สูงถึง 8.18% ในขณะที่เดือนที่ผลตอบแทนแย่ที่สุดจะเป็นเดือน ก.ย. และ มิ.ย. มากกว่า

ตลอดระยะเวลา 13 ปีที่มีการจัดทำข้อมูลของเดือนพฤษภาคม จะเห็นได้ว่าอัตราผลตอบแทนของ Bitcoin จะอยู่ที่ 7:6 หรือก็คือมีโอกาสขึ้นมากกว่าลง โดยครั้งล่าสุดที่ Bitcoin ร่วงในเดือน พ.ค. จะเป็นช่วง 2021-2023 ซึ่งแต่ละครั้งก็บังเอิญเกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดเกิดข่าวใหญ่พอดิบพอดี

ในปี 2021 Bitcoin ร่วงอย่างหนักเพราะจีนเริ่มทำการปราบเหมืองขุด ส่วนปี 2022 ก็เป็นคิวของ Terra/Luna ล่มสลาย ขณะที่ปี 2023 ก็จะเป็นเรื่องของคดีความระหว่าง SEC และเว็บเทรด Binance-Coinbase 

โดยสรุปแล้ว จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา Bitcoin จะร่วงในเดือนพฤษภาคมได้ก็เป็นผลมาจากปัจจัยภายนอกที่ฉุดรั้งลงไป ไม่ได้มีต้นเหตุมาจากตัวของเดือนหรือฤดูกาล

พฤษภาคม 2026 จะเป็นอย่างไร

ในขณะที่รายงาน Bitcoin ยังคงมีการซื้อขายกันอยู่ในระดับราคา $77,000 โดยข้อมูลออนเชนบ่งชี้ว่า บิทคอยน์กำลังอยู่ในช่วงซื้อสะสมอย่างหนัก ในขณะที่ค่า Funding rates เองก็มีค่าเป็นลบแสดงให้เห็นว่า ตลาดมีสิทธิ์ที่จะเกิดการ short squeeze บีบตัวขึ้น ทว่าหากซูมออกมาดูปัจจัยอื่น ๆ จะพบว่าปีนี้อาจไม่ใช่ปีที่ดีนัก

สาเหตุหลักที่ปี 2026 จะเป็นปีที่ต้องจับตาเพราะว่า พฤษภาคมนี้ ประธานเฟด Jerome Powell กำลังจะหมดวาระลงและส่งไม้ต่อให้กับ Kevin Warsh ซึ่งเป็นที่น่าตกใจมากว่าในทุกๆครั้งที่เฟดมีการเปลี่ยนหัวเรือ ราคาของ Bitcoin มักมีการย่อตัวในช่วงแรกเสมอ 

ถัดมา สหรัฐฯ และอิหร่าน ในปัจจุบันเองก็ยังไม่สามารถหาข้อสรุปที่ลงตัวเพื่อยุติความขัดแย้งส่งผลทำให้ปัญหาพลังงานและเศรษฐกิจในโลกยังคงไม่คลี่คลาย และมีแววที่จะกลับมาปะทุได้เสมออย่างคาดเดาไม่ได้ ซึ่งเหตุการณ์นี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสินทรัพย์เสี่ยงทุกชนิด

ด้วยเหตุนี้ เราจึงสามารถสรุปได้ว่า Sell in May เป็นเรื่องที่ไม่ส่งผลอะไรอีกแล้วในปัจจุบัน ทว่าสิ่งที่นักลงทุนควรให้ความสำคัญอย่างแท้จริงคือ ปัจจัยมหภาค และเหตุการณ์สำคัญระดับโลก ที่กำลังจะเกิดขึ้นต่างหาก การเตรียมพร้อมรับมือกับความผันผวนและวางแผนบริหารความเสี่ยงอย่างรัดกุม จึงเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญกว่าการวิ่งหนีออกจากตลาดตามความเชื่อในอดีต