bitkub-banner

Bitcoin ร่วงหลุด $81,000 แต่เทรนด์ขาขึ้นระยะสั้นยังไม่แตก

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Bitcoin ร่วงลง 1.03% หลุดระดับ $81,000 มาซื้อขายที่ $80,794 ในวันที่ 7 พ.ค. 2569 ขณะที่ราคาสูงสุดในรอบ 24 ชั่วโมงแตะ $82,752
  • การปรับลดครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดยังอยู่ในเทรนด์ขาขึ้นระยะสั้นต่อเนื่องมาตั้งแต่กลางเดือนเมษายน 2569 ทำให้นักวิเคราะห์ตั้งคำถามว่าเป็นการย่อตัวปกติหรือสัญญาณเตือนสำคัญ
  • ปริมาณซื้อขายใน 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 4.19 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่มูลค่าตลาดรวมยังทรงตัวที่ 1.62 ล้านล้านดอลลาร์

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Neutral

การปรับลดลง 1.03% นี้เกิดขึ้นภายในช่วงการซื้อขายปกติของเทรนด์ขาขึ้นระยะสั้น ยังไม่ถึงระดับที่เปลี่ยนโครงสร้างตลาด แต่การหลุดระดับ $81,000 ทำให้ต้องติดตามว่าแรงซื้อจะกลับมาได้หรือไม่ในระยะอันใกล้

ราคา Bitcoin ร่วงลงแตะ $80,794 ในวันที่ 7 พ.ค. 2569 ลดลง 1.03% จากจุดที่ผ่านมา หลังจากพุ่งขึ้นไปทดสอบระดับ $82,752 ก่อนที่แรงขายจะดันราคาลงมาต่ำกว่า $81,000 อีกครั้ง การเคลื่อนไหวนี้ดูเหมือนธรรมดา แต่ในบริบทของตลาดที่ซับซ้อนกว่านั้น มันอาจไม่ใช่แค่การย่อตัวทั่วไป

BTC 4H price chart

ปริมาณซื้อขายใน 24 ชั่วโมงอยู่ที่ 4.19 หมื่นล้านดอลลาร์ ขณะที่มูลค่าตลาดรวมของ Bitcoin ยังยืนอยู่ที่ 1.62 ล้านล้านดอลลาร์ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าตลาดยังมีสภาพคล่องเพียงพอ แต่ทิศทางระยะสั้นกำลังถูกทดสอบ

เหตุผลที่การร่วงครั้งนี้อาจเป็นกับดักฝั่งขาลง

ก่อนจะตีความว่านี่คือสัญญาณขาลง ลองมองอีกด้านหนึ่ง Bitcoin ฟื้นตัวจากจุดต่ำสุดแถว $63,000 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มาได้กว่า 28% ภายในเวลาไม่ถึงสามเดือน โครงสร้างราคาตั้งแต่กลางเดือนเมษายนเป็นต้นมาแสดงให้เห็นจุดต่ำที่สูงขึ้นเรื่อยๆ และจุดสูงที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเป็นลักษณะคลาสสิกของเทรนด์ขาขึ้นที่แข็งแรง

การดึงกลับลงมาใน zone $80,000-$81,000 อาจเป็นเพียงการเก็บสภาพคล่องก่อนจะผลักราคาขึ้นไปทดสอบแนวต้านถัดไปที่ $82,750 และ $85,000 ในตลาดขาขึ้น ราคามักดึงลงมาเพื่อดูดเงินจากคนที่ตั้งคำสั่งขาย ก่อนจะพุ่งสูงขึ้น ถ้าแรงซื้อกลับมาเร็วและราคาปิดกลับเหนือ $81,500 ได้ในวันนี้ นั่นคือสัญญาณที่น่าจับตา

บริบทมหภาคก็ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปในทางเลวร้าย ตลาดกำลังรอสัญญาณจากธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) เกี่ยวกับทิศทางดอกเบี้ย ในช่วงที่ความไม่แน่นอนเรื่องนโยบายการเงินยังมีอยู่ Bitcoin มักถูกมองเป็นสินทรัพย์ทางเลือกที่ดึงดูดความสนใจจากนักลงทุนสถาบัน โดยเฉพาะหลังจากที่กองทุน ETF Bitcoin แบบ spot ในสหรัฐฯ เปิดทางให้เงินสถาบันไหลเข้าได้สะดวกขึ้น

เหตุผลที่การร่วงครั้งนี้อาจเป็นคำเตือนจริง

แต่อย่าลืมภาพใหญ่ Bitcoin ยังอยู่ต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลที่ราว $124,000 ในเดือนกรกฎาคม 2568 กว่า 35% ซึ่งหมายความว่าในภาพระยะยาว โครงสร้างยังเป็นขาลงอยู่ เทรนด์ขาขึ้นระยะสั้นและกลางที่เกิดขึ้นตั้งแต่กุมภาพันธ์ 2569 อาจเป็นเพียงการดีดตัวกลับภายในเทรนด์ขาลงระยะยาว ไม่ใช่การกลับตัวอย่างสมบูรณ์

ที่น่ากังวลคือราคาพุ่งขึ้นไปทดสอบระดับ $82,752 แต่ทำได้เพียงแค่นั้นก่อนจะร่วงลงอย่างรวดเร็ว พฤติกรรมที่ราคาขึ้นไปชนแนวต้านแล้วกลับลงเร็วแสดงให้เห็นว่าแรงขายในโซนนั้นยังหนักอยู่ นอกจากนี้ในสภาวะที่ตลาดยังไม่มีปัจจัยบวกชัดเจนใหม่ เช่น ข่าวการอนุมัติผลิตภัณฑ์คริปโตใหม่ๆ หรือสัญญาณผ่อนคลายนโยบายดอกเบี้ยจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ราคาอาจแกว่งอยู่ในกรอบแคบและมีความเสี่ยงย่อตัวเพิ่มเติม

ต้องไม่ลืมด้วยว่า Bitcoin เพิ่งผ่านการร่วงหนักมาจาก $124,000 ลงมากกว่า 50% นักลงทุนจำนวนมากที่ถือต้นทุนสูงยังรอโอกาสขายทำกำไรหรือตัดขาดทุนอยู่ตลอดเวลา แรงขายจากกลุ่มนี้อาจกดดันราคาได้ทุกเมื่อที่ราคาขยับขึ้นไปใกล้โซนต้นทุนของพวกเขา

สัญญาณสำคัญที่จะบอกว่านี่คืออะไรกันแน่

ประเด็นแรกที่ต้องจับตาคือพฤติกรรมของราคาในโซน $80,000-$80,800 ถ้าราคาแตะระดับนี้แล้วมีแรงซื้อกลับมารับอย่างรวดเร็ว นั่นหมายความว่าตลาดยังมองว่าโซนนี้คือโอกาสที่ดี แต่ถ้าราคาแกว่งอยู่ในโซนต่ำนานหลายชั่วโมงหรือปิดวันต่ำกว่า $80,500 ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น

ประเด็นที่สองคือข้อมูลกระแสเงินในกองทุน ETF Bitcoin แบบ spot ในสหรัฐฯ ถ้ากระแสเงินไหลเข้ากองทุนเหล่านี้ยังเป็นบวกต่อเนื่อง นั่นสะท้อนว่าสถาบันยังคงสะสม และการย่อตัวระยะสั้นอาจไม่มีนัยสำคัญ แต่ถ้ากระแสเงินเริ่มกลับทิศ นั่นคือสัญญาณเตือนที่ต้องให้น้ำหนักมากขึ้น

ประเด็นที่สามคือทิศทางจากธนาคารกลางสหรัฐฯ ในช่วงนี้ทุกถ้อยคำจากเจ้าหน้าที่ Fed สามารถขยับตลาดได้ชัดเจน ถ้ามีสัญญาณที่ดูเข้มงวดมากขึ้น ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึง Bitcoin อาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม และในทางกลับกัน สัญญาณผ่อนคลายอาจจุดชนวนการพุ่งขึ้นครั้งใหม่ได้


ความเห็นผู้เขียน

ส่วนตัวผมมองว่าการร่วงลงมาครั้งนี้ยังไม่ได้เปลี่ยนภาพรวมอะไรทั้งนั้น มันคือการปรับตัวปกติในเทรนด์ขาขึ้นระยะสั้นที่ดำเนินมาตั้งแต่กลางเมษายน แต่สิ่งที่ผมให้ความสนใจมากกว่าตัวเลข 1.03% คือ บริเวณ $82,752 นั้นราคาทำอะไรได้บ้าง เพราะถ้ามันขึ้นไปแล้วหล่นลงมาซ้ำหลายครั้ง มันบอกอะไรบางอย่างเกี่ยวกับแรงกดดันที่ซ่อนอยู่ข้างบน

สิ่งที่ผมสังเกตเห็นในภาพระยะยาวคือ Bitcoin ยังอยู่ในสถานะ “ฟื้นตัว” ไม่ใช่ “กลับตัว” อย่างสมบูรณ์ การฟื้นตัวจาก $63,000 มาถึง $80,000 กว่านั้นน่าประทับใจมาก แต่ยังเหลือระยะทางอีกไกลมากก่อนจะถึงจุดที่พูดได้เต็มปากว่าเทรนด์ขาลงจาก $124,000 จบลงแล้ว

คำถามที่ผมอยากทิ้งไว้ให้คิดคือ ถ้าราคาปรับลงมาแบบนี้ในช่วงที่เทรนด์ระยะสั้นยังดีอยู่ แล้วเมื่อตลาดเจอปัจจัยลบจริงๆ เช่น ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่แย่ หรือสัญญาณกดดันดอกเบี้ยใหม่ คุณคิดว่าราคาจะรับแรงกระแทกนั้นได้ดีแค่ไหน?

คริปโตเคอร์เรนซีและโทเคนดิจิทัลมีความเสี่ยงสูง ท่านอาจสูญเสียเงินลงทุนได้ทั้งจำนวนและผลตอบแทนในอดีตไม่ได้เป็นสิ่งยืนยันถึงผลตอบแทนในอนาคต ก่อนตัดสินใจลงทุนควรศึกษาข้อมูลให้รอบด้านและปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ บทความนี้เป็นการนำเสนอข้อมูลเท่านั้น ไม่ใช่คำแนะนำในการลงทุน

ภาพจาก AI