สรุปข่าว
- ประธานาธิบดีทรัมป์ยอมรับในบทสัมภาษณ์กับ Fortune ว่าสหรัฐฯ อาจต้องคืนเงินภาษีนำเข้า 1.49 แสนล้านดอลลาร์ให้แก่ผู้นำเข้าและธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ
- การคืนเงินครั้งนี้เป็นผลมาจากคำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ เมื่อต้นปี 2026 ที่ชี้ว่าภาษี “Liberation Day” ที่ทรัมป์ประกาศใช้นั้นขัดรัฐธรรมนูญ
- นักลงทุนจับตาผลกระทบต่องบประมาณของรัฐบาลกลางและสภาพคล่องในภาคธุรกิจนำเข้าอย่างใกล้ชิด
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
แม้การคืนเงินจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ภาคธุรกิจนำเข้า แต่สัญญาณจากทรัมป์ยังคลุมเครือและไม่ใช่นโยบายใหม่ที่ชัดเจน ขณะที่ตลาดคริปโตยังไม่ตอบสนองต่อข่าวนี้อย่างมีนัยสำคัญ ผลต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยงจึงยังต้องติดตามต่อไป
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้สัมภาษณ์กับนิตยสาร Fortune เมื่อวันที่ 18 พ.ค. 2569 ยอมรับว่าสหรัฐฯ อาจต้องคืนเงินภาษีนำเข้าถึง 1.49 แสนล้านดอลลาร์ โดยทรัมป์แสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจนว่า “มันทำให้ผมโมโหมาก” ตามรายงานจาก Coin Bureau และ Watcher.Guru การคืนเงินดังกล่าวไม่ได้เป็นการเปลี่ยนนโยบายโดยสมัครใจ หากแต่เป็นผลพวงของคำตัดสินศาลสูงสุดสหรัฐฯ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งชี้ว่าภาษีนำเข้า “Liberation Day” ที่ประกาศเมื่อวันที่ 2 เม.ย. 2568 นั้นขัดรัฐธรรมนูญ เนื่องจากอำนาจการเก็บภาษีในระดับดังกล่าวเป็นของรัฐสภา ไม่ใช่ประธานาธิบดี
ศาลสูงสุดชี้ขาด เปิดทางคืนเงินกว่า 1.49 แสนล้านดอลลาร์
เส้นทางสู่การคืนเงินครั้งนี้เริ่มต้นในเดือน ก.พ. 2569 เมื่อศาลสูงสุดสหรัฐฯ ตัดสินว่าทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการประกาศภาษีนำเข้าครอบจักรวาลภายใต้กฎหมายฉุกเฉินทางเศรษฐกิจ จากนั้นในวันที่ 4 มี.ค. 2569 ผู้พิพากษา Richard Eaton แห่งศาลการค้าระหว่างประเทศสหรัฐฯ ได้ตัดสินให้ผู้นำเข้าทุกรายที่จ่ายภาษีไปแล้วมีสิทธิได้รับเงินคืน ข้อมูลจากเอกสารศาลระบุว่ามีผู้นำเข้ากว่า 330,000 รายที่ได้จ่ายภาษีรวมในการขนส่งสินค้าราว 53 ล้านรายการ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 1.66 แสนล้านดอลลาร์ โดยตัวเลขคืนเงินที่ประเมินไว้อยู่ระหว่าง 1.49 แสนล้านถึง 1.75 แสนล้านดอลลาร์
กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้เปิดตัวระบบ CAPE (Consolidated Administration and Processing of Entries) เมื่อวันที่ 20 เม.ย. 2569 เพื่อให้ธุรกิจยื่นขอเงินคืนออนไลน์ และได้เริ่มจ่ายเงินคืนจริงตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. 2569 โดยส่วนใหญ่จะไปถึงบริษัทนำเข้า ไม่ใช่ผู้บริโภคโดยตรง แม้ว่าบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง FedEx, UPS, DHL และ Costco ประกาศว่าจะส่งต่อผลประโยชน์นี้ให้ลูกค้าผ่านราคาสินค้าที่ถูกลง
ผลกระทบต่องบประมาณและตลาดที่ต้องจับตา
นอกจากการคืนเงิน 1.49 แสนล้านดอลลาร์แล้ว รัฐบาลสหรัฐฯ ยังต้องเผชิญกับการสูญเสียรายรับจากภาษีนำเข้าที่คาดว่าจะมีราว 3 แสนล้านดอลลาร์ต่อปี ซึ่งจะซ้ำเติมการขาดดุลงบประมาณที่มีอยู่แล้ว นักวิเคราะห์ตลาดชี้ว่าการคืนเงินก้อนใหญ่นี้อาจช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับภาคค้าปลีก ยานยนต์ และอุตสาหกรรมการผลิตในระยะสั้น แต่ผลกระทบระยะยาวต่อสถานะการเงินของรัฐบาลกลางยังเป็นปัจจัยที่ตลาดต้องติดตามอย่างใกล้ชิด
สำหรับผู้นำเข้าที่ยังไม่ได้ยื่นขอเงินคืน กระทรวงการคลังคาดว่าคำขอที่ได้รับอนุมัติส่วนใหญ่จะดำเนินการเสร็จภายใน 60-90 วัน โดยข้อมูลจากเดือน พ.ค. 2569 ระบุว่า หน่วยงานศุลกากรสหรัฐฯ (CBP) อนุมัติคำขอคืนเงินไปแล้วราว 21% ของทั้งหมด และ 3% อยู่ในขั้นตอนการจ่ายเงินแล้ว
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าการที่ทรัมป์แสดงความไม่พอใจต่อการคืนเงินครั้งนี้ออกมาต่อสาธารณะ สะท้อนให้เห็นว่านี่ไม่ใช่การเปลี่ยนนโยบายโดยสมัครใจ แต่เป็นสิ่งที่รัฐบาลถูกบังคับจากคำตัดสินของศาล น่าจับตาดูว่าฝ่ายบริหารจะพยายามหาช่องทางนโยบายภาษีนำเข้าใหม่เพื่อทดแทนรายรับที่หายไปหรือไม่ เพราะถ้ามีการประกาศภาษีรอบใหม่ขึ้นมาอีก ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลกรวมถึงคริปโตก็อาจผันผวนรอบใหม่ได้เช่นกัน
ที่มา: @coinbureau
เครดิตภาพจาก @Watcher.Guru

