bitkub-banner

นักเทรดเกาหลีใต้ล่ารายชื่อทะลุ 5 หมื่น จี้รัฐบาลยกเลิกเก็บภาษีคริปโทฯ 22%

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ชาวเกาหลีใต้รวมพลังยื่นคำร้องคัดค้านภาษีคริปโททะลุ 50,000 รายชื่อ บีบให้คณะกรรมาธิการด้านการเงินและการวางแผนเศรษฐกิจ ต้องนำประเด็นนี้เข้าสู่สภาเพื่อพิจารณาใหม่
  • ตัวแทนผู้ยื่นคำร้องชี้แจงว่า ภาษีอัตรา 22% ที่จะเริ่มใช้ในปี 2027 เป็นการทำลายโอกาสสร้างเนื้อสร้างตัวของคนรุ่นใหม่ และเสี่ยงทำให้นักลงทุนรวมถึงเม็ดเงินลงทุนไหลออกนอกประเทศ
  • ตลาดคริปโทในเกาหลีใต้ส่งสัญญาณหดตัวอย่างรุนแรง โดยมูลค่าสินทรัพย์รวมและวอลุ่มเทรดบน 5 กระดานเทรดชั้นนำ ดิ่งลงกว่าครึ่งหนึ่ง หลังเจอกระแสรีดภาษีและกฎระเบียบการฟอกเงินที่เข้มงวด

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Neutral

การเคลื่อนไหวของกลุ่มนักลงทุนในเกาหลีใต้ครั้งนี้ สะท้อนถึงแรงกดดันภายในประเทศเป็นหลัก แม้เกาหลีใต้จะเป็นหนึ่งในศูนย์กลางคริปโทที่สำคัญของเอเชีย แต่สภาวะการซื้อขายที่ซบเซา และวอลุ่มเทรดในประเทศที่ลดลง ถูกซึมซับไปในราคาตลาดส่วนใหญ่แล้ว  ข่าวนี้จึงส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาการลงทุนในวงจำกัดและยังไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะเปลี่ยนทิศทางราคา Bitcoin หรือเหรียญหลักในตลาดโลกได้

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดในฝั่งเอเชีย เมื่อกลุ่มนักลงทุนคริปโทเคอร์เรนซีในประเทศเกาหลีใต้ ได้รวมตัวกันยื่นคำร้องต่อรัฐสภาเพื่อขอให้ยกเลิกแผนการจัดเก็บภาษีกำไรจากการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลสูงถึง 22% ซึ่งล่าสุดมีผู้ร่วมลงชื่อทะลุ 52,000 รายชื่อเกินเพดานขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนดไว้ที่ 50,000 รายชื่อเป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

ส่งผลให้คณะกรรมาธิการด้านการเงินและการวางแผนเศรษฐกิจของเกาหลีใต้ จำเป็นต้องยกข้อคัดค้านนี้ขึ้นมาพิจารณาอย่างเร่งด่วน ก่อนที่กฎหมายดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในเดือนมกราคม 2027 

ขณะนี้คำร้องดังกล่าวมีผู้ลงชื่อสนับสนุนแล้วกว่า 52,000 คน ที่มา:รัฐสภาเกาหลีใต้

เหตุผลสำคัญที่ทำให้นักลงทุนพากันออกมาต่อต้านอย่างหนัก เนื่องจากพวกเขามองว่า มาตรการนี้สร้างภาระที่เกินจำเป็น ทั้งในแง่ของภาษีที่ต้องจ่ายและขั้นตอนการรายงานข้อมูลที่ซับซ้อน 

ยิ่งไปกว่านั้น คำร้องยังระบุถึงปัญหาสังคมว่า ปัจจุบันราคาอสังหาริมทรัพย์ในเกาหลีใต้พุ่งสูงจนคนรุ่นใหม่ไม่มีโอกาสเอื้อมถึง การลงทุนในคริปโทจึงเป็น “ทางเลือกเดียว” ที่ช่วยให้พวกเขาได้สร้างเนื้อสร้างตัว แต่การเก็บภาษีที่โหดร้ายเช่นนี้ เหมือนเป็นการทุบหม้อข้าวและปิดประตูตายสำหรับอนาคตของคนรุ่นใหม่ ในขณะที่สินทรัพย์ประเภทอื่นกลับได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เอื้อประโยชน์มากกว่า 

เปิดตัวเลขความเสียหาย ข่าวลือเก็บภาษีทำเงินไหลออก-ตลาดหดตัวครึ่งต่อครึ่ง 

เกาหลีใต้ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในศูนย์กลางคริปโทที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยสถิติเมื่อปี 2025 ชี้ว่ามีประชากรถึง 32% หรือเกือบ 1 ใน 3 ของประเทศที่ถือครองคริปโท ทว่าทันทีที่มีข่าวว่ารัฐบาลจะเอาจริงเรื่องการคุมเข้มและเก็บภาษีในอัตราสูง เม็ดเงินและวอลลุ่มการซื้อขายในประเทศก็ดิ่งลงเหวทันที เนื่องจากนักลงทุนเริ่มถอนเงินออกและย้ายฐานหนีไปต่างประเทศ เพราะมองว่าหากอยู่ต่อก็ไม่คุ้มค่าเหนื่อย

หากมองดูตัวเลขความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงจากรายงานภาคอุตสาหกรรม จะเห็นภาพความน่ากลัวได้อย่างชัดเจน โดยมูลค่าสินทรัพย์คริปโทที่คนเกาหลีใต้ถือครอง ร่วงดิ่งลงจาก 121.8 ล้านล้านวอนในเดือนมกราคม 2025 เหลือเพียง 60.6 ล้านล้านวอนในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 หรือมูลค่าหายไปกว่าครึ่งหนึ่งในเวลาเพียงปีเดียว 

สถานการณ์นี้สอดคล้องกับวอลลุ่มการซื้อขายรายวันบน 5 กระดานเทรดใหญ่ของประเทศ ทั้ง Upbit, Bithumb, Coinone, Korbit และ Gopax ที่ทรุดตัวอย่างน่าใจหาย จากที่เคยสูงถึง 1.16 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนธันวาคม 2024 เหลือเพียง 3 พันล้านดอลลาร์ในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเท่านั้น

ปริมาณการซื้อขายรายวันของตลาดแลกเปลี่ยนคริปโทที่ใหญ่ที่สุดของเกาหลีใต้ แหล่งที่มา: CoinGecko

กฎระเบียบ AML ยิ่งซ้ำเติม และขับไสนักลงทุนออกจากระบบ

นอกจากฝันร้ายเรื่องภาษีแล้ว รัฐบาลเกาหลีใต้ยังตอกฝาโลงซ้ำเติมด้วยการยกระดับกฎระเบียบป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (AML) รวมถึงมาตรการตรวจสอบตัวตน (KYC) ที่เข้มงวดจนเกินพอดี โดยหน่วยงานกำกับดูแลอย่าง FSC และ FIU ได้เสนอเกณฑ์กฎหมายใหม่ที่ระบุว่า หากนักลงทุนมีการโอนคริปโทเข้าหรือออกจากกระเป๋าเงินต่างประเทศที่มีมูลค่าเกิน 10 ล้านวอน หรือประมาณ 240,000 บาท ระบบจะตราหน้าและขึ้นสถานะแจ้งเตือนว่าเป็น “ธุรกรรมที่น่าสงสัย” โดยอัตโนมัติทันที

มาตรการที่ตึงเกินไปนี้ ทำให้นักลงทุนและองค์กรขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมคริปโทในเกาหลีใต้พากันออกมาประณามอย่างรุนแรง เพราะเกณฑ์นี้สร้างภาระให้ฝ่ายตรวจสอบของกระดานเทรดต่าง ๆ ต้องทำงานหนักเกินความจำเป็น และกลายเป็นการขับไสนักลงทุนดี ๆ ให้ออกจากระบบไปพึ่งพาตลาดมืด ส่งผลให้สภาพคล่องและการเติบโตของตลาดคริปโทเกาหลีใต้ที่เคยรุ่งเรือง ต้องเข้าสู่สภาวะชะงักอย่างน่าเสียดาย จากความพยายามรีบเร่งหาเงินเข้าคลังในระยะสั้นของภาครัฐ

ที่มา : tradingview


มุมมองผู้เขียน : รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังเดินเกมพลาดอย่างแรง การตั้งกำแพงภาษีสูงถึง 22% ควบคู่ไปกับกฎหมายฟอกเงินที่หยุมหยิมเกินไป แทนที่จะได้เงินภาษีเข้าคลังเพิ่มขึ้น กลับกลายเป็นการผลักดันให้นักลงทุนและสตาร์ทอัพสายบล็อกเชนเก่งๆ พากันอพยพหนีไปอยู่ประเทศที่เป็นมิตรมากกว่า 

การที่ประชาชนรวมตัวกันได้เร็วขนาดนี้แสดงว่า สังคมเริ่มทนไม่ไหว และสภาจำเป็นต้องคิดทบทวนให้ดี ก่อนที่อุตสาหกรรมนี้ในประเทศจะพัง