bitkub-banner

ก.ล.ต. ปปง. ธปท. และ CIB ผนึกกำลังสกัดฟอกเงินผ่านสินทรัพย์ดิจิทัล

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2569 สำนักงาน ก.ล.ต. ปปง. ธปท. และศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (CIB) ร่วมหารือบูรณาการกระบวนการทำงานและเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินที่น่าสงสัย เพื่อยกระดับการตรวจสอบและป้องกันการฟอกเงิน
  • ก.ล.ต. ย้ำความสำคัญของความร่วมมือในการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อป้องกันการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปใช้ในอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการฟอกเงิน
  • ความร่วมมือครั้งนี้ต่อเนื่องจากการดำเนินการก่อนหน้า เช่น การบังคับใช้ Travel Rule สำหรับธุรกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลทุกรายการ (มี.ค. 2569) และมาตรการสกัดทุนเทา (เม.ย. 2569)

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Neutral

การบูรณาการระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลในครั้งนี้ไม่ได้กระทบราคาสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรงในระยะสั้น อย่างไรก็ตาม หากมาตรการตรวจสอบธุรกรรมเข้มข้นขึ้น อาจส่งผลให้ผู้ประกอบการและผู้ใช้งานต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านการยืนยันตัวตนและรายงานธุรกรรมอย่างเคร่งครัดยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นสัญญาณว่าหน่วยงานกำกับดูแลไทยกำลังเดินหน้าสร้างกรอบการกำกับที่รัดกุมขึ้นอย่างต่อเนื่อง

เมื่อวันที่ 25 พ.ค. 2569 ตามรายงานจาก สำนักงาน ก.ล.ต. สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ (ACSC) ภายใต้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ได้ประชุมหารือร่วมกัน เพื่อบูรณาการกระบวนการปฏิบัติงานและยกระดับการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินที่น่าสงสัย โดยมุ่งเน้นการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการฟอกเงิน ผู้แทนที่เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง. นางสาวดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. ซึ่งได้รับมอบหมายจากนายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. และตัวแทนจาก CIB

จุดประสงค์ของความร่วมมือครั้งนี้

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ ก.ล.ต. ระบุว่า ก.ล.ต. ตระหนักถึงความสำคัญของการร่วมมือระหว่างหน่วยงานเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลทางการเงินและตรวจสอบธุรกรรมที่น่าสงสัย โดยความร่วมมืออย่างต่อเนื่องกับ ธปท. ปปง. และ CIB มีเป้าหมายเพื่อยกระดับการกำกับดูแลผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลในฐานะตัวกลาง และป้องกันการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปใช้เป็นช่องทางในการก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยีและการฟอกเงิน

สาระสำคัญของการหารือครั้งนี้คือการบูรณาการกระบวนการทำงานระหว่างหน่วยงาน และเพิ่มประสิทธิภาพการเชื่อมโยงข้อมูลธุรกรรมทางการเงินที่น่าสงสัย เพื่อให้การตรวจสอบและสกัดกั้นกิจกรรมที่ผิดกฎหมายในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิผลมากขึ้น

บริบทและมาตรการที่ผ่านมา

ความร่วมมือในครั้งนี้ไม่ใช่การเริ่มต้นใหม่ แต่เป็นการต่อยอดจากหลายมาตรการที่ดำเนินการมาก่อนหน้า โดยในเดือน มี.ค. 2569 ก.ล.ต. ร่วมกับ ปปง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ออกมาตรการกำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องรวบรวมและส่งข้อมูลสำหรับธุรกรรมการโอนทุกรายการ (Travel Rule) เพื่อเสริมการตรวจสอบและป้องกันการฟอกเงิน และในเดือน เม.ย. 2569 ก.ล.ต. ปปง. และ CIB ได้ร่วมกันดำเนินการสกัดกั้น “ทุนเทา” อย่างเป็นทางการ ซึ่งนำไปสู่การอายัดและยึดทรัพย์กว่า 2 หมื่นล้านบาทโดย ปปง.

นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า ก.ล.ต. ประกาศ 5 มาตรการสกัดบัญชีม้าและมิจฉาชีพหลอกลงทุน และ ก.ล.ต. ขยายเวลารับฟังความเห็น Travel Rule คริปโตถึง 9 เม.ย. 2569 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ก.ล.ต. ได้เดินหน้าขันนอตด้านกฎระเบียบอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา

ผลกระทบต่อผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัลในไทย

สำหรับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลและผู้ใช้งานในไทย การยกระดับความร่วมมือระหว่างหน่วยงานในครั้งนี้มีนัยสำคัญในทางปฏิบัติ กล่าวคือ ข้อมูลธุรกรรมของผู้ใช้งานอาจถูกตรวจสอบข้ามหน่วยงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผู้ประกอบการกระดานเทรดคริปโตที่ได้รับใบอนุญาตจาก ก.ล.ต. จึงต้องเตรียมพร้อมด้านระบบรายงานและการยืนยันตัวตน (KYC) ให้สอดรับกับมาตรฐานที่เข้มงวดขึ้น ขณะที่ธุรกรรมที่มีลักษณะผิดปกติอาจถูกตรวจพบและดำเนินการได้รวดเร็วขึ้นจากการเชื่อมโยงข้อมูลหลายหน่วยงาน


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าความร่วมมือครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าหน่วยงานกำกับดูแลไทยกำลังเดินหน้าสร้างโครงสร้างการกำกับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลที่ครอบคลุมและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ซึ่งในระยะยาวน่าจะส่งผลดีต่อความน่าเชื่อถือของตลาดคริปโตไทยในสายตาสถาบัน แต่ในทางปฏิบัติระยะสั้น ผู้ประกอบการกระดานเทรดอาจต้องแบกต้นทุนการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่สูงขึ้น สิ่งที่ต้องจับตาคือรายละเอียดของแนวปฏิบัติใหม่ที่อาจออกมาเป็นรูปธรรมในอนาคต รวมถึงว่า ก.ล.ต. จะขยายขอบเขตการตรวจสอบไปถึงระดับผู้ใช้รายย่อยมากน้อยเพียงใด

ที่มา สำนักงาน ก.ล.ต.

ภาพจาก AI