สรุปข่าว
- Alesia Haas CFO ของ Coinbase เผยบริษัทมีแผนสำรอง หาก CLARITY Act ไม่สามารถผ่านสภาคองเกรส โดยมองว่ายังสามารถผลักดันกฎเกณฑ์ผ่าน SEC และ CFTC ได้
- Coinbase มองว่า 3 ช่องทางในการสร้างความชัดเจนด้านกฎระเบียบคือ สภาคองเกรส, หน่วยงานกำกับดูแลและศาล ทำให้บริษัทไม่จำเป็นต้องรอเพียงกฎหมายฉบับเดียว
- ความเคลื่อนไหวเกิดขึ้นก่อนวุฒิสภาสหรัฐฯ เตรียมลงมติสำคัญในวันที่ 15 กันยายน ขณะที่ร่างกฎหมายยังเผชิญแรงต้านจากทั้งสองพรรค
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish
แนวโน้มที่เกิดขึ้นต่อตลาดคริปโตชี้ไปในเชิงบวกทางด้านโครงสร้าง เพราะแม้ CLARITY Act จะไม่ผ่าน Coinbase ยังเชื่อว่าหน่วยงานกำกับดูแลสามารถออกกฎและแนวทางใหม่เพื่อเปิดทางให้ธุรกิจคริปโตเดินหน้าต่อได้ ขณะเดียวกัน SEC และ CFTC ก็ได้เริ่มร่วมกันสร้างกรอบกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลมาตั้งแต่ต้นปี 2026 แล้ว อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นตลาดยังมีความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนของการลงมติในวุฒิสภา
Coinbase ไม่รอ CLARITY Act อย่างเดียวอีกต่อไป
Coinbase กำลังเตรียมแผนสำรองในกรณีที่ CLARITY Act ไม่สามารถผ่านสภาคองเกรสสหรัฐฯ โดย Alesia Haas ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงินของ Coinbase เปิดเผยระหว่างการประชุม Goldman Sachs Communacopia & Technology Conference ว่า บริษัทมองว่ามี 3 เส้นทางในการสร้างความชัดเจนด้านกฎระเบียบ ได้แก่ การออกกฎหมายผ่านสภาคองเกรส, การดำเนินการผ่านหน่วยงานกำกับดูแล และกระบวนการทางศาล โดยหาก CLARITY Act ไม่ผ่าน Coinbase เชื่อว่ายังสามารถทำงานร่วมกับ SEC และ CFTC เพื่อเปิดตัวผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ได้
คำพูดดังกล่าวมีความสำคัญ เพราะเกิดขึ้นในช่วงที่ CLARITY Act กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ โดยวุฒิสภาสหรัฐฯ มีกำหนดลงมติสำคัญในวันที่ 15 กันยายน 2026 ขณะที่ร่างกฎหมายฉบับล่าสุดเพิ่งถูกปรับแก้กว่า 100 จุดเพื่อพยายามดึงเสียงสนับสนุนจากพรรคเดโมแครต แต่ยังมีประเด็นขัดแย้งที่ไม่สามารถหาข้อสรุปได้ทั้งหมด
SEC และ CFTC เริ่มปูทางไว้แล้ว
สิ่งที่ทำให้แผนสำรองของ Coinbase มีความเป็นไปได้ คือ SEC และ CFTC ได้เริ่มร่วมมือกันสร้างกรอบกำกับดูแลคริปโตมาก่อนหน้านี้แล้ว
เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ทั้งสองหน่วยงานได้ออกแนวทางร่วมเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายหลักทรัพย์กับสินทรัพย์ดิจิทัล โดยแบ่งสินทรัพย์ออกเป็นหลายประเภท เช่น สินทรัพย์ดิจิทัลประเภทสินค้า, สินทรัพย์ดิจิทัลเพื่อการใช้งาน, เหรียญ Stablecoin และสินทรัพย์ดิจิทัลที่เป็นหลักทรัพย์ พร้อมระบุว่า Bitcoin เป็นตัวอย่างของ “สินทรัพย์ดิจิทัลประเภทสินค้า” (SEC)
นอกจากนี้ SEC และ CFTC ยังได้ทำบันทึกความเข้าใจเพื่อเพิ่มความร่วมมือระหว่างสองหน่วยงาน โดยครอบคลุมตั้งแต่การกำหนดประเภทสินทรัพย์ การออกกฎร่วม ไปจนถึงการปรับปรุงระบบซื้อขายและหลักประกันสำหรับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล (SEC)
กล่าวอีกอย่างคือ แม้ CLARITY Act จะเป็นกฎหมายที่ Coinbase ต้องการให้เกิดขึ้น แต่บริษัทก็ไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์หากกฎหมายดังกล่าวสะดุด เพราะหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ ได้เริ่มวางโครงสร้างบางส่วนเอาไว้แล้ว
Coinbase ยังเดินหน้าขยายบริการใหม่
ท่าทีของ Haas ยังสอดคล้องกับกลยุทธ์ของ Coinbase ที่กำลังพยายามเปลี่ยนตัวเองจากกระดานคริปโตไปสู่ แพลตฟอร์มการเงินที่รองรับสินทรัพย์หลายประเภท
รายงานผลประกอบการล่าสุดของ Coinbase ระบุว่า บริษัทกำลังผลักดันแนวคิด “Everything Exchange” หรือแพลตฟอร์มที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงสินทรัพย์และผลิตภัณฑ์ทางการเงินหลากหลายประเภทได้ในที่เดียว โดยในปี 2026 บริษัทได้ขยายสินทรัพย์ที่สามารถซื้อขายบนแพลตฟอร์ม รวมถึงเติบโตในตลาดหุ้นและตลาดคาดการณ์เหตุการณ์ด้วย
ก่อนหน้านี้ Brian Armstrong CEO ของ Coinbase ก็เพิ่งออกมาเปิดเผยว่า บริษัทกำลังเตรียมเปิดบริการซื้อขาย หุ้นในรูปแบบโทเค็น ในสหรัฐฯ พร้อมมองว่า SEC และ CFTC มีแนวโน้มออกแนวทางที่ชัดเจนมากขึ้นในช่วงใกล้ ๆ นี้
ดังนั้น แผนสำรองที่ Haas พูดถึงจึงไม่ได้หมายถึง Coinbase จะหยุดรอ CLARITY Act แต่สะท้อนว่าบริษัทกำลังเตรียมเดินหน้าขยายธุรกิจต่อ ไม่ว่ากฎหมายจะผ่านหรือไม่ก็ตาม
CLARITY Act ยังเป็นตัวแปรสำคัญ
แม้ Coinbase จะมองว่ามีทางเลือกอื่น แต่การมี CLARITY Act ยังคงมีความสำคัญ เพราะกฎหมายจะสร้างกรอบที่มีผลในระดับรัฐบาลกลางอย่างชัดเจน และกำหนดขอบเขตอำนาจของ SEC กับ CFTC สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล รวมถึงกำหนดหลักเกณฑ์สำหรับแพลตฟอร์มซื้อขาย, นายหน้าและผู้ให้บริการในตลาดคริปโต
ปัจจุบันร่างกฎหมายกำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน ทั้งเรื่องผลตอบแทนจาก Stablecoin ข้อกำหนดด้านจริยธรรม และการกำกับดูแล DeFi ขณะที่ฝ่ายสนับสนุนกังวลว่าหากกฎหมายล่าช้า สหรัฐฯ อาจเสียความได้เปรียบในการเป็นศูนย์กลางด้านสินทรัพย์ดิจิทัล
ประธาน SEC Paul Atkins เองก็ยังออกมาแสดงความชัดเจนว่า กฎหมายยังมีความจำเป็น แม้ SEC จะสามารถเดินหน้าปรับปรุงกฎเกณฑ์ของตัวเองได้ โดยเขาระบุว่าการออกกฎหมายจะช่วยสร้างกรอบที่มีความถาวรและไม่ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของผู้กำกับดูแลในอนาคต
คำพูดของ CFO Coinbase ครั้งนี้สะท้อนว่า บริษัทไม่ได้เดิมพันอนาคตไว้กับ CLARITY Act เพียงอย่างเดียว แม้กฎหมายจะไม่ผ่านในครั้งนี้ Coinbase ยังเชื่อว่าสามารถทำงานผ่าน SEC และ CFTC เพื่อสร้างกรอบกำกับดูแลและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อทั้งสองหน่วยงานเริ่มร่วมมือกันมากขึ้นแล้ว
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่า จุดที่น่าสนใจที่สุดคือ การแข่งขันของตลาดคริปโตอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีกฎหมายฉบับเดียวอีกต่อไป แต่กำลังเปลี่ยนเป็นการแข่งขันว่าใครสามารถทำงานร่วมกับหน่วยงานกำกับดูแลเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ภายใต้กฎที่มีอยู่ได้ก่อน หาก CLARITY Act สะดุดจริง Coinbase ก็อาจใช้ช่องทางของ SEC และ CFTC เดินหน้าต่อ ขณะที่แรงกดดันให้สหรัฐฯ ต้องเร่งสร้างความชัดเจนด้านกฎระเบียบก็มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ที่มา: Bitcoin Magazine, Yahoo Finance, SEC,
