bitkub-banner

DITTO เปิดตัวเหรียญคาร์บอนเครดิต Blu Green Token เล็งระดมทุนใหญ่ภายในปีนี้

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • DITTO ประกาศเสนอขาย “Blu Green Token” จำนวน 400 ล้านโทเคน ระดมทุนไม่เกิน 480 ล้านบาท หนุนโครงการปลูกป่าชายเลน เพื่อประโยชน์คาร์บอนเครดิต คาดเปิดจองและเข้าเทรดภายในเดือน 7 ไตรมาสที่ 3 ปี 2569
  • โทเคนชูจุดเด่นคาร์บอนเครดิต โดยมีป่าชายเลน 4 แสนตันเป็นสินทรัพย์อ้างอิง พร้อมกลไกคุ้มครองเงินทุน มอบผลตอบแทนทบต้นสะสม 3% ต่อปี หากผู้ออกเหรียญไม่สามารถขายคาร์บอนเครดิตอ้างอิงตามเป้าหมายได้
  • Token X นั่งแท่นผู้ให้บริการระบบเสนอขาย ยกระดับสินทรัพย์ดิจิทัลไทย สู่การแปลงสินทรัพย์ในโลกจริง เพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโครงการแรกของประเทศ ตอบรับ พ.ร.บ. โลกร้อนฯ ภาคบังคับในอนาคต

DITTO สร้างปรากฎการณ์ใหม่ครั้งแรกในไทย ลุยขาย “Blu Green Token” ซึ่งมีสินทรัพย์เป็นคาร์บอนเครดิตรองรับ 1.20 บาทต่อ 1 โทเคน จำนวน 400 ล้านโทเคน รวมมูลค่า 480 ล้านบาท เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาโครงการปลูกป่าชายเลน โดยมีคาร์บอนเครดิต 4 แสนตันเป็นสินทรัพย์อ้างอิง พร้อมกลไกในการให้สิทธิในการได้รับชำระเงินลงทุนเริ่มต้นพร้อมผลตอบแทนทบต้นสะสม 3% ต่อปี หากผู้ออกโทเคนดิจิทัลไม่สามารถขายคาร์บอนเครดิตอ้างอิงตามที่ระบุได้ ทั้งนี้ คาดว่า จะเปิดจองและเข้าจดทะเบียนซื้อขายในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลภายในไตรมาสที่ 3 ปีนี้ 

นายฐกร รัตนกมลพร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) (DITTO) เปิดเผยถึงที่มาโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์คาร์บอนเครดิตว่า จุดเริ่มต้นโครงการนี้มาจากบริษัท สยาม ทีซี เทคโนโลยี จำกัด หรือ STCT ซึ่งเป็นบริษัทลูก ได้ทำโครงการพิพิธภัณฑ์ป่าชายเลนมานานจนมีความรู้ ความเชี่ยวชาญทำให้รู้ว่าป่าชายเลนมีประโยชน์ในด้านการดูดซับคาร์บอนได้เป็นอย่างดี ประกอบกับในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ภาวะโลกร้อนทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เกิดภัยพิบัติต่างๆ ตามมามากมาย 

DITTO ในฐานะที่เป็นบริษัทของคนไทยจึงน่าจะเข้ามามีส่วนในการแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน อีกทั้งในช่วง 2 ปีที่แล้ว กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) มีนโยบายเปิดให้เอกชนเข้าร่วมโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์คาร์บอนเครดิต โดยปัจจุบัน STCT ได้รับสิทธิในการดูแลพื้นที่ป่าชายเลนรวมทั้งสิ้นกว่า 175,196.05 ไร่

โครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์คาร์บอนเครดิตจึงเป็นโอกาสทางธุรกิจ และจะเป็น New S Curve ของ STCT ในอนาคต เนื่องจากจะเป็นแหล่งสร้างรายได้ในระยะยาวและยั่งยืน ขณะเดียวกันก็มีส่วนในการช่วยแก้ปัญหาโลกร้อน และผลที่ตามมาคือได้ฟื้นฟูสภาพป่าชายเลนจะทำให้ระบบนิเวศชายฝั่งและสิ่งแวดล้อมในชุมชนกลับมามีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งรายได้ส่วนหนึ่งจาการขายคาร์บอนเครดิตจะนำมาใช้สำหรับในการดูแลรักษาป่าชายเลน ให้ชุมชนมีแหล่งสร้างอาชีพ โดยได้มีการว่าจ้างคนในชุมชนเพื่อดูแลรักษาป่า โครงการนี้จึงไม่ใช่แค่การทำ CSR แต่เป็นโครงการที่สร้างความยั่งยืนให้กับป่าชายเลนและชุมชนไปพร้อมๆ กัน

นายฐกรกล่าวอีกว่า สำหรับตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศตอนนี้ ยังเป็นแบบภาคสมัครใจแต่กำลังเดินไปสู่ภาคบังคับในอนาคตอันใกล้หลังจาก พ.ร.บ. โลกร้อนฯ มีผลบังคับใช้ ที่ผ่านมากฎหมายนี้ได้ผ่านร่างต่อคณะรัฐมนตรีเรียบร้อยแล้วเตรียมนำเข้าสู่การพิจารณาของสภาฯ ต่อไป เหตุที่ต้องเป็นภาคบังคับเพราะประเทศไทยต้องทำการค้ากับต่างประเทศทั่วโลก ซึ่งหลายภูมิภาคได้เข้าสู่ภาคบังคับแล้ว จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ประเทศไทยต้องมีภาคบังคับเช่นเดียวกันเพื่อจะสามารถส่งสินค้าเข้าไปแข่งขันได้ 

ซึ่ง พ.ร.บ. โลกร้อนฯ มีความสำคัญกับการค้าอย่างมาก ฉะนั้นโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์คาร์บอนเครดิต นอกจากช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนแล้วยังมีส่วนช่วยให้ภาคธุรกิจของไทยสามารถแข่งขันกับนานาชาติได้ รวมถึงเรื่องของการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจะทำให้สินค้าของไทยมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับทั่วโลก

ขณะเดียวกันเมื่อประเทศไทยมีภาคบังคับ จะส่งผลให้ปริมาณความต้องการคาร์บอนเครดิตมากขึ้น ปัจจุบันประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกปีละ 380 ล้านตันคาร์บอน แต่คาร์บอนเครดิตที่ได้จากโครงการปลูกป่าชายเลนของบริษัทคาดว่า จะได้เพียงแค่ปีละประมาณ 1 ล้านตัน ซึ่งน้อยมากเมื่อเทียบกับความต้องการของตลาด ดังนั้น เมื่อถึงจุดที่ตลาดมีความต้องการมากกว่าคาร์บอนเครดิตที่ผลิตได้ ราคาคาร์บอนเครดิตก็จะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย 

นอกจากนี้ กรณี CBAM (Carbon Border Adjustment Mechanism) ที่เป็นมาตรการที่ทางสหภาพยุโรปบังคับใช้สำหรับสินค้าที่ส่งออกไปในตลาดยุโรปเป็นตัวเร่งแล้ว ยังมีปัจจัยจากแรงกดดันของผู้บริโภคสินค้าในยุโรปที่ต้องการสนับสนุนสินค้าที่มีส่วนในการช่วยลดโลกร้อน และให้ความสำคัญกับสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เท่ากับช่วยกระตุ้นให้ความต้องการคาร์บอนเครดิตเพิ่มมากขึ้น

ด้านนายชัยทัด กุลโชควนิช รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บริษัท ดิทโต้ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตามที่ STCT ได้สิทธิในการปลูกและดูแลรักษาพื้นที่ป่าชายเลนรวมกว่า 1.7 แสนไร่ เป็นระยะเวลา 30 ปี STCT ได้ทำการจัดสรรพื้นที่ป่าปลูกใหม่ 17,531.04 ไร่ ระยะเวลา 7 ปี มาเป็นโครงการอ้างอิงสำหรับการออกและเสนอขายโทเคนดิจิทัล ซึ่งจะเป็นโทเคนดิจิทัลเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อมโครงการแรกของไทย โดยที่โครงการมีสินทรัพย์ที่เป็นคาร์บอนเครดิตจากพื้นที่ป่าดังกล่าวรองรับจำนวน 4 แสนตัน 

จุดเด่นของโครงการนี้ คือ การบริหารความเสี่ยงด้านปริมาณ ซึ่งพื้นที่ป่าชายเลน 17,531.04 ไร่ คาดว่าจะสามารถผลิตคาร์บอนเครดิตได้เกิน 1 ล้านตันคาร์บอน ภายในระยะเวลา 7 ปี โดย STCT นำคาร์บอนเครดิต 4 แสนตัน มาอ้างอิงสำหรับโครงการโทเคนดิจิทัล ส่วนที่เหลือจะเก็บสำรองไว้ในกรณีเกิดเหตุสุดวิสัย 

ผู้ที่ถือโทเคนดิจิทัลจะได้รับผลตอบแทนจากการขายคาร์บอนเครดิต หรือ ได้รับผลตอบแทนทบต้นสะสม 3% ต่อปีพร้อมเงินลงทุนเริ่มต้นคืน หากผู้ออกโทเคนดิจิทัลไม่สามารถขายคาร์บอนเครดิตอ้างอิงได้

ทำไมต้องเป็น Blu Green Token นายชัยทัดกล่าวว่า เนื่องจากคาร์บอนเครดิตที่ได้มาจากป่าชายเลนมีคุณสมบัติสามารถดูดซับคาร์บอนมากกว่าป่าบกถึงกว่า 10 เท่า และยังช่วยรักษาระบบนิเวศน์ ลดการกัดเซาะชายฝั่ง ช่วยให้แหล่งที่อยู่ของสัตว์น้ำมีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งความอุดมสมบูรณ์ของป่ายังช่วยให้คนในชุมชนมีอาชีพ เช่น ประมงพื้นบ้าน ชาวบ้านมีชีวิตที่ดีขึ้น จากคุณสมบัติดังกล่าว คาร์บอนเครดิตจากป่าชายเลนจึงถูกยกให้เป็นประเภท Blue Carbon แต่ที่ใช้ชื่อ Blu ถือเป็นลูกเล่นการตลาด ส่วน Green Token เป็นประเภทของโทเคนดิจิทัลที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม ดังนั้น การที่ทุกคนเข้ามาลงทุนกับ Blu Green Token เท่ากับได้สนับสนุนชุมชนและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมไปด้วย 

นายชัยทัด กล่าวอีกว่า Blu Green Token คาดว่ากำหนดการเปิดจองซื้อและเข้าจดทะเบียนซื้อขายในศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset Exchange) ภายในไตรมาสที่ 3 ปีนี้ ซึ่งโดยปกติจะสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือได้ตลอด 24 ชั่วโมงหากสามารถเข้าจดทะเบียนซื้อขายได้แล้วเสร็จ 

“เพื่อสร้างความมั่นใจกับผู้ลงทุน เราขอยืนยันว่าสถานะของ DITTO ในฐานะถือหุ้นใหญ่ของ STCT (ผู้ออกโทเคนดิจิทัล) และเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ผลประกอบการปีล่าสุดมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 3 พันล้านบาท กำไรสุทธิราว 600 ล้านบาท บริษัทแทบไม่มีเงินกู้ บวกกับมี Backlog โครงการ และสถานะเงินสดที่แข็งแกร่ง ทำให้เชื่อมั่นว่าจะสามารถให้การสนับสนุนทางการเงินเท่าที่จำเป็นแก่ STCT ได้ กรณีมีเหตุสุดวิสัยที่อาจเกิดขึ้นกับโครงการโทเคนดิจิทัลในอนาคต” นายชัยทัด กล่าว

นายวันรบ บุญธรรม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน (CIO) บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด (Token X) ในฐานะผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล (ICO Portal) กล่าวว่า Blu Green Token เป็นตัวอย่างที่ดีมากในการผสานโครงการด้านสิ่งแวดล้อม เข้ากับ Tokenization เกิดเป็นโครงการ Real-World Assets (RWA) Tokenization ที่มีสินทรัพย์หรือโครงการอ้างอิงอยู่จริง ออกและเสนอขายโดยบริษัทที่มีความน่าเชื่อถือ ที่สำคัญคือเงินระดมทุนจะถูกใช้ไปกับโครงการสีเขียว ตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาระดับสากลที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะส่งผลต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์ในภายภาคหน้าอย่างแน่นอน

Blu Green Token ถือเป็นนวัตกรรมด้านเงินทุนสีเขียว (Green Financing) แบบหนึ่งในลักษณะของ Investment Token ประเภทกลุ่มโทเคนดิจิทัลกลุ่มความยั่งยืนภายใต้กฎระเบียบของสำนักงาน ก.ล.ต. โดยรูปแบบของกฎเกณฑ์เองได้มีการนำ Framework สำหรับ Green Financing ระดับสากลมาใช้ ทั้งนี้ ปัจจุบัน Blu Green Token ได้รับการอนุญาตโดยสำนักงาน ก.ล.ต. ให้สามารถออกและเสนอขายได้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว 

นี่คือจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมด้าน Green Financing ระดับภูมิภาค ที่ไม่เพียงแต่การนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาใช้กับโครงการที่มีประโยชน์ต่อโลก แต่ยังเป็นการออกแบบโครงสร้างการระดมทุนให้เหมาะสมกับรูปแบบของกิจการ ขณะที่ยังคำนึงถึงโอกาสในการได้รับผลตอบแทนและกลไกปกป้องดูแลผู้ลงทุนควบคู่กันไป จุดเด่นของ Blu Green Token คือการเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนมีส่วนร่วมในโครงการฟื้นฟูป่าชายเลน พร้อมกับโอกาสรับผลตอบแทนแบบไม่จำกัด Upside ขึ้นอยู่กับภาวะตลาดคาร์บอนเครดิตในอนาคต ซึ่งอ้างอิงจากราคาขายคาร์บอนเครดิตสุทธิจำนวน 4 แสนตัน ที่จะเริ่มทยอยจำหน่ายตั้งแต่ปีที่ 5 ของโครงการเป็นต้นไป ขณะที่มียังมีกลไกปกป้องเงินลงทุนเริ่มต้นพร้อมผลตอบแทนทบต้นสะสม 3% ต่อปี ตามรายละเอียดที่ได้มีการกล่าวถึงก่อนหน้า

“เราเชื่อว่า Blu Green Token จะช่วยยกระดับบทบาทของสินทรัพย์ดิจิทัลในตลาดทุนไทย จากเครื่องมือทางการเงินรูปแบบใหม่ ไปสู่กลไกที่สามารถเชื่อมโยงเงินทุนจากผู้ลงทุนเข้ากับโครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนได้รับผลตอบแทนจากมูลค่าของคาร์บอนเครดิตที่มีแนวโน้มเติบโตในอนาคต” นายวันรบกล่าว