bitkub-banner

ยอดจ่ายผ่านบัตรคริปโตแตะ $7.8 พันล้าน Stablecoin ดันโต 230% ในรอบปี

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรคริปโตสะสมแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7.8 พันล้านดอลลาร์ โดยปริมาณรายเดือนเพิ่มขึ้นกว่า 230% นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568
  • USDT และ USDC คิดเป็นประมาณ 90% ของธุรกรรมทั้งหมด โดย Tether (USDT) ครองส่วนแบ่งสูงสุดถึง 62.5% ขณะที่ 90-97% ของธุรกรรมทั้งหมดวิ่งผ่านเครือข่าย Visa
  • ยอดใช้จ่ายรายเดือนขึ้นแตะ 600 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน สะท้อนอัตราการเติบโตต่อปีที่สูงกว่า 5 พันล้านดอลลาร์ และบ่งชี้ว่า Stablecoin กำลังก้าวสู่การใช้งานในชีวิตจริงอย่างจริงจัง

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  Bullish

การเติบโตของยอดจ่ายผ่านบัตรคริปโตบ่งชี้ความต้องการใช้งาน Stablecoin จริงในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นสัญญาณเชิงบวกต่อ USDT และ USDC โดยตรง รวมถึงเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับระบบนิเวศคริปโตในภาพรวมด้วย

ยอดการใช้จ่ายผ่านบัตรคริปโตแบบ On-chain ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยตัวเลขสะสมตั้งแต่กลางปี 2566 จนถึงเดือนพฤษภาคม 2569 แตะระดับ 7.8 พันล้านดอลลาร์ ตามรายงานจาก The Kobeissi Letter ที่อ้างอิงข้อมูลจากแพลตฟอร์มวิเคราะห์ Paymentscan ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ปริมาณการใช้จ่ายรายเดือนพุ่งขึ้นกว่า 230% นับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2568 จากเดิมที่อยู่แถว 100 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน สู่ระดับ 600 ล้านดอลลาร์ต่อเดือนในปัจจุบัน แรงขับเคลื่อนหลักมาจากการเติบโตอย่างรวดเร็วของการเข้าถึง Stablecoin ในฐานะช่องทางการชำระเงินผ่านบัตรคริปโต

กราฟแสดงปริมาณการชำระเงินสะสมผ่านบัตรคริปโตบนเชนตั้งแต่กรกฎาคม 2023 ถึงพฤษภาคม 2026 ซึ่งแตะระดับประมาณ 7.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
กราฟแสดงปริมาณการชำระเงินสะสมผ่านบัตรคริปโตบนเชนตั้งแต่กรกฎาคม 2023 ถึงพฤษภาคม 2026 ซึ่งแตะระดับประมาณ 7.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ภาพจาก: @TheKobeissiLetter)

USDT และ USDC ครองตลาดกว่า 90% ขณะ Visa คุมเส้นทางส่วนใหญ่

เมื่อดูโครงสร้างของธุรกรรม พบว่า Stablecoin สองตัวหลักครองตลาดอย่างเบ็ดเสร็จ โดย Tether (USDT) มีส่วนแบ่ง 62.5% ของยอดการชำระเงินทั้งหมด ส่วน USDC ของ Circle ตามมาเป็นอันดับสอง รวมกันแล้ว USDT และ USDC คิดเป็นประมาณ 90% ของธุรกรรมบัตรคริปโตทั้งหมด ณ เดือนมีนาคม 2569 สะท้อนให้เห็นว่านักลงทุนและผู้ใช้งานทั่วไปเลือก Stablecoin เป็นเครื่องมือจ่ายเงินในชีวิตจริง มากกว่าที่จะใช้เหรียญที่มีความผันผวนสูง

ในแง่โครงสร้างพื้นฐาน Visa ครองบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง โดยธุรกรรมบัตรคริปโต 90-97% ทั้งหมดวิ่งผ่านเครือข่ายของ Visa ซึ่งสนับสนุนโครงการบัตรที่เปิดใช้งานคริปโตกว่า 130 โครงการใน 40 ประเทศทั่วโลก ในเดือนมีนาคม 2569 Visa ยังขยายความร่วมมือกับ Bridge เพื่อออกบัตรรองรับ Stablecoin และวางแผนขยายไปสู่กว่า 100 เขตอำนาจศาลภายในสิ้นปีนี้ ความเคลื่อนไหวเหล่านี้ทำให้ระบบนิเวศบัตรคริปโตมีความแข็งแกร่งและเข้าถึงได้กว้างขึ้นมาก

กราฟชี้ให้เห็นการเร่งตัวอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566

จากข้อมูลกราฟ Cumulative Onchain Crypto Card Payment Volume ที่ครอบคลุมตั้งแต่กรกฎาคม 2566 ถึงพฤษภาคม 2569 จะเห็นได้ชัดเจนว่าการเติบโตในช่วงแรกเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยยอดสะสมอยู่ที่เพียง 200 ล้านดอลลาร์เมื่อสิ้นปี 2566 ก่อนจะเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญตลอดปี 2567 จนแตะระดับ 2.9 พันล้านดอลลาร์เมื่อสิ้นปีนั้น จากนั้นในปี 2568 การเติบโตเร่งตัวอย่างก้าวกระโดด พุ่งจาก 3.4 พันล้านดอลลาร์ในเดือนมกราคม 2568 ขึ้นไปแตะ 7.5 พันล้านดอลลาร์ในเดือนธันวาคม 2568 และยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็น 7.8 พันล้านดอลลาร์ในเดือนพฤษภาคม 2569

ตัวเลขเหล่านี้บ่งบอกว่าการใช้งาน Stablecoin ผ่านบัตรคริปโตไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่เป็นเทรนด์ที่ฝังรากลึกในพฤติกรรมผู้บริโภคจริงๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคที่เข้าถึงระบบธนาคารได้ยาก Stablecoin ผ่านบัตรคริปโตกลายเป็นทางเลือกที่ใช้งานได้จริงในชีวิตประจำวัน เพราะสามารถนำไปจ่ายได้ทุกที่ที่รับบัตร Visa ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานเกี่ยวกับ Stablecoin โวลุ่ม $36 ล้านล้านในปี 2024 แต่ใช้จ่ายจริงไม่ถึง 6% ซึ่งข้อมูลชุดใหม่นี้ชี้ให้เห็นว่าสัดส่วนการใช้จ่ายจริงกำลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปี 2569


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าตัวเลข 7.8 พันล้านดอลลาร์นี้น่าตื่นเต้นมาก เพราะมันพิสูจน์ว่า Stablecoin กำลังก้าวออกจากโลกของนักเก็งกำไรสู่การใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน สิ่งที่น่าจับตาต่อจากนี้คือว่าการเติบโตจะเริ่มชะลอตัวลงบ้างไหมเมื่อฐานใหญ่ขึ้น หรือจะเร่งตัวต่อได้อีกเมื่อ Visa ขยายไปอีก 100 เขตอำนาจศาล อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ USDT ครองส่วนแบ่งถึง 62.5% ซึ่งสะท้อนว่า Tether ยังคงเป็นเจ้าตลาดอย่างแท้จริงในแง่การใช้งานจริง แม้จะมีเสียงวิจารณ์เรื่องความโปร่งใสอยู่บ้าง ข้อมูลชุดนี้บอกชัดว่าผู้ใช้งานทั่วโลกยังไว้ใจ USDT เมื่อต้องจ่ายเงินจริงๆ

ที่มา: @KobeissiLetter

ภาพจาก AI