สรุปข่าว
- จีนเปิดตัวแพลตฟอร์มระดับชาติ Humanoid Full Lifecycle Management Service Platform ออกรหัสประจำตัว 29 หลัก ให้แก่หุ่นยนต์มนุษย์ เพื่อติดตามวงจรชีวิต
- นักวิจัยมหาวิทยาลัยร่วมกันพัฒนา ProAct AI Agent ที่สามารถวิเคราะห์ความชอบและประวัติสนทนาระหว่างที่ผู้ใช้กำลังพิมพ์ เพื่อคาดเดาคำถามล่วงหน้าได้แม่นยำ
- ตลาดฟิวเจอร์สเซี่ยงไฮ้ เล็งเปิดให้ซื้อขาย AI Tokens ได้ เพื่อเปลี่ยนต้นทุนการประมวลผลซอฟต์แวร์ให้เป็นสินทรัพย์โภคภัณฑ์สำหรับเก็งกำไรและล็อกต้นทุน
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
ประเทศจีนได้ยกระดับอุตสาหกรรม AI ไปอีกขั้นเริ่มจากการเปิดตัวแพลตฟอร์มระดับชาติเพื่อออกรหัสประจำตัวให้แก่หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์เพื่อบันทึกประวัติและติดตามวงจรชีวิตอย่างโปร่งใส ควบคู่ไปกับการเปิดตัวระบบ ProAct ซึ่งเป็น AI Agent ที่สามารถจัดเตรียมคำตอบไว้ล่วงหน้าก่อนผู้ใช้จะถาม และท้ายที่สุดคือการบุกเบิกสมรภูมิการเงินใหม่ของตลาดฟิวเจอร์สเซี่ยงไฮ้ ที่ซุ่มพัฒนาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอ้างอิงปริมาณ AI Tokens ในฝั่งซอฟต์แวร์ ซึ่งแตกต่างจากฝั่งสหรัฐฯ ที่เน้นทำฟิวเจอร์สอ้างอิงชั่วโมงการเช่าการ์ดจอ
ตลอดปีที่ผ่านมาบริษัท AI สัญชาติสหรัฐฯ อย่าง OpenAI ผู้สร้าง ChatGPT และ Anthropic ผู้พัฒนา Claude ต่างเป็นที่พูดถึงกันอย่างแพร่หลายในเรื่องความอัจฉริยะที่รอบรู้ในทุกศาสตร์แขนง แต่อีกฟากหนึ่งของโลก ณ แดนมังกร ก็มีการพัฒนาที่ก้าวล้ำและไล่บี้ตามฝั่งพญาอินทรีมาแบบติดๆ
วันนี้ทางสยามบล็อกเชนเลยจะพาผู้อ่านทุกท่านมาส่อง 3 ความเคลื่อนไหวล่าสุดของวงการ AI ในประเทศจีนที่กำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด ซึ่งบอกได้เลยว่าข้อมูลและนวัตกรรมเหล่านี้อาจทำให้คุณต้องทึ่งกับความสามารถของพวกเขา
บัตรประชาชนสำหรับหุ่นยนต์

เริ่มต้นกันด้วยการสร้างระบบฐานข้อมูลประจำตัวสำหรับหุ่นยนต์ที่มีรูปทรงเสมือนมนุษย์ หรือ Humanoid robot เพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมสำหรับการใช้งานจริงในสังคมของโลกอนาคต
สื่อจีนมีการยืนยันว่า จีนได้มีการเปิดตัวแพลตฟอร์มระดับชาติชื่อ Humanoid Full Lifecycle Management Service Platform เพื่อให้หุ่นยนต์มนุษย์ ทุกตัวมี รหัส Digital ID แบบ 29 ตัวอักษร
หุ่นยนต์แต่ละตัวจะได้รหัส 29 หลัก แบ่งเป็นส่วนๆ เช่น ประเทศผู้ผลิต, ผู้ผลิต, โมเดล, หมายเลขซีเรียล ฯลฯ โดยมีจุดประสงค์เพื่อใช้ติดตามตลอดอายุการใช้งาน ตั้งแต่การผลิตในโรงงาน > ขาย > ใช้งาน > บำรุงรักษา > รีไซเคิล ทำให้ถ้าเกิดเหตุการณ์ต่างๆ ขึ้นจะได้สืบทราบได้ทันทีว่าต้นเหตุมาจากหุ่นตัวไหน และของใคร
ปัจจุบันโครงการดังกล่าวได้ครอบคลุม ผู้ผลิตกว่า 100 ราย และ หุ่นยนต์กว่า 28,000 ตัว จาก 200 โมเดล ที่มีอยู่ในปัจจุบัน
AI ที่รู้คำตอบก่อนจะถาม
ในประเด็นถัดมา นักวิจัยจากมหาวิทยาลัย Jiao Tong ในเซียงไฮ้ ร่วมกับ Tencent ได้จับมือกันพัฒนา “ProAct” ซึ่งเป็น Ai agent ที่ถูกออกแบบมาเพื่อคาดเดาความต้องการของผู้ใช้ได้ก่อนที่จะป้อนคำถามลงไป
ทีมพัฒนาเปิดเผยว่า เดิมที AI ทั่วไปจะรอให้ผู้ใช้ป้อนคำสั่งก่อนจึงจะประมวลผลคำตอบ แต่กลับกัน ProAct จะใช้ช่วงเวลาว่างระหว่างที่รอผู้ใช้พิมพ์ตอบ กลับไปวิเคราะห์ประวัติการสนทนาและข้อมูลความชอบของผู้ใช้เพื่อค้นหาข้อมูลมารอไว้เป็นพื้นหลัง
จากนั้น AI จะวิเคราะห์บทสนทนาเพื่อเดาว่าผู้ใช้จะถามอะไรต่อ แล้วประเมินว่าเรื่องไหนเหมาะที่จะนำเสนอข้อมูลนั้นเลย หรือจะเก็บข้อมูลซ่อนไว้ก่อนจนกว่าผู้ใช้จะถามถึง
หลังการจำลองสถานการณ์กว่า 200 รูปแบบ พบว่า ProAct ช่วยลดจำนวนครั้งที่ต้องโต้ตอบกันไปมาได้ถึง 14.8% และลดการร้องขอข้อมูลเพิ่มเติมได้ 11.7% แต่ทีเด็ดอยู่ตรงที่มันสามารถคาดเดาความต้องการของผู้ใช้ล่วงหน้าได้ถึง 703 ครั้ง เทียบกับระบบเก่าที่ทำได้เพียง 32 ครั้ง อีกทั้งยังลดอัตราการให้ข้อมูลมั่ว หรือ Hallucination ลงได้ กว่า 28.1% ทว่า ใน 3% ของการทำงาน ระบบยังคงดันหยิบข้อมูลที่ไม่เกี่ยวข้องขึ้นมาทำให้การตอบกลับแย่ลง
อย่างไรก็ดี นักวิจัยกลุ่มอื่นเตือนว่า AI Agent ที่ทำงานอัตโนมัติเหล่านี้ มักจะมุ่งทำตามเป้าหมายให้สำเร็จโดยไม่เข้าใจบริบทภาพรวมหรือผลกระทบที่อาจเป็นอันตราย อีกทั้งยังมีความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวที่ต้องจับตา เท่านั้นไม่พอการปล่อยให้ AI ทำงานล่วงหน้ายังเป็นการใช้ทรัพยากรโทเคนอย่างสิ้นเปลืองเกินกว่าเหตุด้วย
เปิดเทรดโทเคน AI
เมื่อพูดถึงโทเคนที่ใช้ถามตอบกับ AI สถานะในตอนนี้อาจยังทำหน้าที่เป็นแค่ “ตั๋ว” เพื่อเข้าใช้งานเพียงเท่านั้น แต่จีนกลับมองไกลไปกว่านั้นแล้ว และเตรียมยกระดับมันให้เป็นสินทรัพย์ที่จะสามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนกันได้
ตามรายงานจาก Reuters ตลาดฟิวเจอร์สเซี่ยงไฮ้ กำลังอยู่ในขั้นตอนแรกของการออกแบบ สัญญาฟิวเจอร์สสำหรับ AI Tokens เพื่อทำให้การใช้ AI กลายเป็นสินทรัพย์ที่ซื้อขายได้ เพื่อให้บริษัทและนักลงทุนสามารถ hedge ความเสี่ยงด้านต้นทุนการใช้ AI
แนวทางถือว่ามีความน่าสนใจเป็นอย่างมากเนื่องจากจีนเลือกที่จะฉีกกรอบโดยวัดจากปริมาณโทเคนที่ใช้จริง ต่างออกไปจากสหรัฐฯ อย่าง CME Group ที่มีแผนการเปิดตัว GPU Compute Futures ซึ่งผูกติดกับต้นทุนการเช่าพลังประมวลผลของชิปการ์ดจอแทน
นอกจากนี้ ความเคลื่อนไหวดังกล่าวยังสอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบันที่จีนประสบปัญหาขาดแคลนพลังประมวลผล จนทำให้โมเดล AI หลายค่ายต้องจำกัดการเข้าใช้งานของผู้ใช้ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ซึ่งการมีตลาดฟิวเจอร์สจะช่วยบริหารจัดการความต้องการนี้ได้ดีขึ้น
Yilei Shao คณบดีสถาบัน Shanghai AI-Finance มองว่า จีนควรรีบเปิดตัวเทรด Token Futures ให้เร็วที่สุด เพราะสิ่งนี้คือหัวใจสำคัญของการแข่งขันทางเทคโนโลยี รวมถึงเป็นสมรภูมิการเงินระหว่างจีน-สหรัฐฯ โดยเธอกล่าวว่า ใครที่คุม AI ได้ ก็แทบจะครองโลกได้เลย
ขณะเดียวกัน Larry Fink ซีอีโอของ BlackRock ยังเคยกล่าวว่า ความต้องการ AI Token ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรงนี้ กำลังจะก่อให้เกิด “สินทรัพย์ประเภทใหม่” ในการซื้อขายฟิวเจอร์สของพลังประมวลผล
อย่างไรก็ตามแผนการนี้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและเป็นการทดลองภายใน จึงยังไม่แน่ชัดว่าจะเปิดตัวอย่างเป็นทางการตอนไหน แต่คาดว่าน่าจะภายใน 3-5 ปีข้างหน้า
ที่มา : Reuters, Decrypt , SCMP
มุมมองผู้เขียน : ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าตอนนี้ไม่ว่าอะไรก็เป็น AI ไปหมดเพราะทุกคนต่างเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นอนาคตของโลก และไม่แน่ว่าจากเปิดตัวสินทรัพย์ใหม่อย่าง AI Token อาจทำให้ตลาดการลงทุนถูกเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล

