bitkub-banner

นี่คือเหตุผลที่สถิติการค้นหาคริปโตบน Google ทั่วโลกดิ่งแตะระดับต่ำสุดในรอบปี 2026

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ดัชนีความสนใจในการค้นหาคริปโตบน Google Trends ทั่วโลกปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ระดับ 26-30 จากคะแนนเต็ม 100 ซึ่งคิดเป็นการร่วงลงมาราว 70 จุดจากจุดสูงสุดในเดือนสิงหาคม 2025
  • สถิติการค้นหาเฉพาะคำว่า Bitcoin ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม 2026 ร่วงลงไปต่ำกว่าระดับในช่วงตลาดหมีปี 2022-2023 ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดเหตุการณ์ FTX ล่มสลายเสียด้วยซ้ำ ทั้งที่ราคา Bitcoin ในปัจจุบันยังคงเคลื่อนไหวในระดับสูงบริเวณ 74,000 ถึง 80,000 ดอลลาร์
  • นักวิเคราะห์ประเมินว่าความขัดแย้งระหว่างราคาที่อยู่ระดับสูงกับความสนใจของรายย่อยที่จืดจางลง เกิดจาก 3 ปัจจัยหลักคือ ความอิ่มตัวและการเติบโตของสินทรัพย์ (Maturation) การย้ายฝั่งไปเก็งกำไรในหุ้น AI ของนักลงทุนรายย่อย (Retail Rotation) และการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างตลาดไปสู่การขับเคลื่อนโดยสถาบันการเงินเป็นหลัก (Institutional-Driven)

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral

การลดลงของสถิติการค้นหาสะท้อนถึงความสนใจที่ลดลงของนักลงทุนรายย่อยในฐานะแรงเก็งกำไรระยะสั้น แต่เนื่องจากโครงสร้างราคาในปัจจุบันมีกองทุนและสถาบันการเงินคอยค้ำจุนอยู่ ภาวะดนตรีเงียบใน Google Trends จึงไม่ได้ส่งผลให้ราคาถล่มลงรุนแรงเหมือนวัฏจักรในอดีต

สถิติจาก Google Trends ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสนใจของนักลงทุนรายย่อยทั่วโลกชี้ว่า ดัชนีการค้นหาคำว่าคริปโตในภาพรวมลดลงมาทรงตัวอยู่ที่ระดับ 26-32 ตั้งแต่ช่วงต้นปีจนถึงเดือนพฤษภาคม 2026 โดยลดลงมาจากระดับสูงสุดที่ 100 ในเดือนสิงหาคม 2025 อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ดัชนี Crypto Fear and Greed ก็ลงไปแตะระดับ 5 ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นระดับที่ต่ำที่สุดใกล้เคียงกับตอนที่เครือข่าย Terra-LUNA ล่มสลายในปี 2022 ก่อนจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ราว 28 ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ซึ่งยังคงสะท้อนภาพความกลัวและเสื่อมถอยของรายย่อยอย่างชัดเจน

ปรากฏการณ์ที่น่าสนใจที่สุดในวัฏจักรรอบนี้คือ ความไม่สอดคล้องกันระหว่างพฤติกรรมราคาและกระแสความนิยม หากย้อนดูในอดีตอย่างปี 2017 หรือ 2021 ยอดการค้นหาบน Google จะพุ่งทะยานแตะระดับสูงสุดไปพร้อมๆ กับช่วงที่ราคาเหรียญวิ่งทำจุดสูงสุดใหม่ และจะดิ่งลงเหวทันทีที่ตลาดเข้าสู่สภาวะขาลง แต่ในปี 2026 รูปแบบดังกล่าวกลับพังทลายลงโดยสิ้นเชิง เพราะในขณะที่ราคา Bitcoin ยังคงซื้อขายในระดับที่สูงกว่าจุดต่ำสุดของตลาดหมีรอบก่อนถึง 4-5 เท่า ยอดการค้นหากลับแห้งแล้งยิ่งกว่าช่วงที่ตลาดตกต่ำที่สุดเสียอีก

คำอธิบายแรกของปรากฏการณ์นี้คือ ทฤษฎีความอิ่มตัวของสินทรัพย์ (Maturation Thesis) ที่มองว่าคริปโตเริ่มหมดความแปลกใหม่และกลายเป็นสินทรัพย์ที่ผู้คนคุ้นเคยแล้ว ในปัจจุบันนักลงทุนที่ต้องการซื้อ Bitcoin สามารถเข้าถึงได้ง่ายๆ ผ่านกองทุน Spot ETF ในพอร์ตโบรกเกอร์ทั่วไป โดยไม่จำเป็นต้องไปค้นหาวิธีการเปิดบัญชีหรือโอนเหรียญบนอินเทอร์เน็ตเหมือนแต่ก่อน ความสะดวกสบายด้านโครงสร้างพื้นฐานนี้ทำให้พฤติกรรมการค้นหาข้อมูลของรายย่อยลดลงไปโดยปริยาย

คำอธิบายต่อมาคือ ทฤษฎีการโยกย้ายเม็ดเงินเก็งกำไร (Retail Rotation Thesis) โดยกลุ่มนักลงทุนรายย่อยที่เคยโลดแล่นอยู่ในตลาดคริปโตเมื่อปี 2021 ได้พากันย้ายความสนใจและเงินทุนไปเข้าซื้อหุ้นในกลุ่ม AI และเซมิคอนดักเตอร์ เช่น Nvidia ที่ทำผลงานได้อย่างร้อนแรงและมีเรื่องเล่าในตลาดที่ดึงดูดใจมากกว่า สังเกตได้จากปริมาณการซื้อขายคริปโตของรายย่อยที่แผ่วลงสวนทางกับยอดเทรดหุ้นสาย AI บนแพลตฟอร์มอย่าง Robinhood ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน

สุดท้ายคือ ทฤษฎีการขับเคลื่อนด้วยสถาบัน (Institutional-Driven Thesis) ซึ่งเป็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่สำคัญที่สุด ตลาดคริปโตในปัจจุบันไม่ได้ถูกชี้นำด้วยอารมณ์และแรงซื้อของรายย่อยอีกต่อไป แต่ถูกกำหนดทิศทางด้วยปริมาณเงินไหลเข้าออกของกองทุน ETF การสะสมเหรียญในคลังสำรองของบริษัทมหาชน และการเข้าซื้อของหน่วยงานภาครัฐ แม้ว่าในช่วงสองสัปดาห์ก่อนหน้านี้ตลาดจะเผชิญแรงกดดันจากยอดเงินไหลออกของกองทุน Spot Bitcoin ETF กว่า 2.26 แสนล้านดอลลาร์ ประกอบกับรายงานของ Bitfinex ที่ระบุว่ายอดซื้อของกลุ่มบริษัทเอกชนลดลงถึง 80% Month-over-Month รวมถึงการที่นักลงทุนระดับตำนานอย่าง Stan Druckenmiller ได้ตัดสินใจขาย Bitcoin ออกไปเกือบทั้งหมดก็ตาม แต่ราคา Bitcoin ก็ยังคงสามารถประคองตัวและสร้างฐานอยู่ในกรอบ 74,000 ถึง 80,000 ดอลลาร์ได้ เนื่องจากมีโครงสร้างทุนระดับสถาบันคอยรองรับ ซึ่งเป็นสิ่งที่ระบบนิเวศคริปโตในอดีตที่ขับเคลื่อนด้วยรายย่อยเพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำได้

ที่มา: crypto.news


มุมมองส่วนตัวผมประเมินว่ายอดการค้นหาบน Google Trends ที่ลดลงแตะระดับต่ำสุดไม่ได้แปลว่าตลาดคริปโตกำลังจะตายครับ แต่มันคือสัญญาณการเปลี่ยนผ่านจาก “ตลาดเก็งกำไรของรายย่อย” ไปสู่ “ตลาดสินทรัพย์ทางการเงินของสถาบัน” อย่างเต็มรูปแบบ การที่ราคาประคองตัวอยู่ได้ในระดับสูงท่ามกลางความเงียบเหงาของรายย่อยสะท้อนว่าตลาดมีเสถียรภาพมากขึ้น ผันผวนน้อยลง แต่ในขณะเดียวกันมันก็ส่งผลให้โอกาสที่จะได้เห็นกลุ่มเหรียญทางเลือก (Altcoins) วิ่งขึ้นแรงยกแผงหรือเกิดปรากฏการณ์ Altseason แบบเดิมๆ เป็นไปได้ยากขึ้น ตราบใดที่รายย่อยยังไม่กลับมา เม็ดเงินจะเลือกไหลเข้าเฉพาะเหรียญที่มีความต่างและเชื่อมโยงกับกระแสหลักอย่างเหรียญสาย AI หรือ Stablecoin เท่านั้น นักลงทุนจึงต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการดูดัชนีอารมณ์รายย่อย ไปเน้นติดตามตัวเลข Fund Flow ของสถาบันเป็นหลักแทนครับ