bitkub-banner

หนุ่มกราฟฟิกไทยตัดพ้อ โดน AI แย่งงาน กระทบหนัก จนไม่มีงาน ไม่มีเงิน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • หนุ่มกราฟิกไทยโพสต์ระบายความในใจ หลังโดนปัญญาประดิษฐ์ AI แย่งงานออกแบบ จนรายได้กลายเป็นศูนย์ ตัดพ้ออาจต้องหันไปปลูกผักเลี้ยงไก่แทน
  • สะท้อนปัญหากลืนไม่เข้าคายไม่ออก ลูกค้าใช้ปัญญาประดิษฐ์ AI เจนภาพแต่ขนาดไม่ได้คุณภาพ พอส่งต่อให้คนช่วยแก้ กลับโดนกดราคาเหลือเพียงหลักร้อยบาท
  • เจ้าของบริษัทร่วมแชร์มุมมอง ยอมรับปัจจุบันองค์กรใช้ปัญญาประดิษฐ์ AI ช่วยทำงานถึง 90%  ชี้ทางรอดในอนาคตคือ การปรับตัวเป็นผู้สั่งการระบบให้เก่งกว่าคนอื่น

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Neutral 

วิกฤตแรงงานสายกราฟิกที่โดนปัญญาประดิษฐ์ AI เข้ามาแย่งชิงพื้นที่ในครั้งนี้ เป็นปัจจัยสะท้อนความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดแรงงานในยุคดิจิทัลเท่านั้น ข้อมูลดังกล่าวไม่ได้มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับกลไกราคาซื้อขาย อุปสงค์ หรืออุปทานของบิตคอยน์และเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี

ในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา เทคโนโลยี AI ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกการทำงานอย่างรวดเร็ว หลายอาชีพเริ่มได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะสายงานสร้างสรรค์ที่เคยถูกมองว่าเป็นงานที่ต้องอาศัยทักษะและประสบการณ์เฉพาะตัว 

ล่าสุดเรื่องราวของหนุ่มกราฟิกชาวไทยรายหนึ่ง ได้กลายเป็นประเด็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ หลังออกมาเปิดใจถึงผลกระทบที่ได้รับจากการมาของ AI จนถึงขั้นไม่มีงาน ไม่มีรายได้ และเริ่มตั้งคำถามกับอนาคตของอาชีพที่รัก

เมื่อวันที่ 2 มิถุนายนที่ผ่านมา ผู้ใช้งานเฟซบุ๊กรายหนึ่งชื่อ Gunn Gallagher ได้โพสต์ข้อความระบายความในใจลงในเพจ GCT (Graphic Community Thailand) ชุมชนนักกราฟิกแห่งประเทศไทย โดยเล่าถึงสถานการณ์การทำงานของตนเองที่เปลี่ยนไปอย่างมาก หลังจากผู้คนสามารถเข้าถึง AI ได้อย่างแพร่หลาย

ที่มาภาพ : facebook

เจ้าตัวระบุว่า ตั้งแต่คนทั่วไปหันมาใช้ AI กันมากขึ้น งานออกแบบที่เคยได้รับจ้างกลับหายไปอย่างเห็นได้ชัด โดยเดือนที่ผ่านมา ไม่มีงานเข้ามาแม้แต่งานเดียว ส่งผลให้ไม่มีรายได้เลยแม้แต่บาทเดียว พร้อมกล่าวติดตลกว่า อาจถึงเวลาต้องออกไปปลูกผักหรือเลี้ยงไก่แทน 

“ตั้งแต่ผู้ใช้ เข้าถึง Ai กันหมด ไม่มีละครับ งานจ้าง งานออกแบบ เดือนที่แล้ว 0 งาน ผมไม่ได้เงินสักบาท สงสัยคงจะต้องได้ออกไป ปลูกผัก/เลี้ยงไก่ มันไม่กระทบคุณๆหลายคน แต่มันกระทบอาชีพผมครับ”

นอกจากนี้ เขายังเล่าว่า แม้จะประกอบอาชีพกราฟิกร้านป้ายและรับงานฟรีแลนซ์ แต่ปัจจุบันลูกค้าหลายราย เลือกใช้ AI สร้างงานออกแบบเอง แม้กระทั่งป้ายงานอีเวนต์ต่าง ๆ ก็เริ่มหันไปใช้ภาพจาก AI แทนการจ้างนักออกแบบ โดยเฉพาะในโลกโซเชียลที่สามารถใช้งานได้ทันที

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เขาพบอยู่บ่อยครั้งคือ เมื่อลูกค้านำภาพจาก AI ไปใช้งานจริง โดยเฉพาะงานพิมพ์ขนาดใหญ่ มักเกิดปัญหาด้านคุณภาพ ขนาด หรือรายละเอียดต่าง ๆ จนต้องกลับมาขอให้กราฟิกช่วยแก้ไขภายหลัง ซึ่งหลายครั้งเป็นงานที่ใช้เวลาและความชำนาญสูง แต่กลับถูกต่อรองราคา จนเหลือเพียง 300-500 บาท ก็ยังถูกมองว่าแพงเกินไป ทำให้รู้สึกหมดกำลังใจ 

หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไปก็ได้รับความสนใจอย่างรวดเร็วและกลายเป็นไวรัลในหมู่นักออกแบบและคนทำงานสายครีเอทีฟ มีผู้ใช้งานจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่คล้ายคลึงกัน

หนึ่งในความคิดเห็นที่ได้รับความสนใจระบุว่า  “เจ้าของโพสต์คงไม่ได้อยากได้ยินคำว่า “ปรับตัว” อีกแล้ว เพราะเชื่อว่าคนในสายงานส่วนใหญ่พยายามปรับตัวกันเต็มที่แล้ว 

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ อาชีพกราฟิกกำลังถูกลดคุณค่าลงอย่างมาก งานออกแบบทั่วไปอย่างโลโก้ สติกเกอร์ หรือสื่อประชาสัมพันธ์สำหรับร้านค้าขนาดเล็ก ซึ่งเคยเป็นตลาดขนาดใหญ่ กลับถูก AI เข้ามาแทนที่จนเหลือแต่งานเฉพาะทาง ที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญจริง ๆ เท่านั้น โดยปัจจุบันตนเองแทบไม่ได้รับงานกราฟิกแล้ว และใช้ชีวิตอยู่กับการเลี้ยงสุนัขไปวัน ๆ เพราะยังมองไม่เห็นทิศทางของอาชีพในอนาคตเช่นกัน

ขณะที่ผู้ใช้งานอีกรายเผยว่า เดิมทีเคยทำงานเป็นโมชั่นกราฟิกมาก่อน แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนอาชีพไปเป็นช่างทำเล็บแล้ว เนื่องจากมองว่า อนาคตของสายงานเดิมมีความไม่แน่นอนสูง แม้จะยังไม่รู้ว่าข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่ก็โชคดีที่มีอาชีพสำรองรองรับอยู่

ในอีกมุมหนึ่ง มีเจ้าของบริษัทรายหนึ่งได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นถึงประเด็นดังกล่าว โดยยอมรับตรง ๆ ว่า ปัจจุบันบริษัทของตนใช้ AI ในการทำงานมากถึงประมาณ 90%ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่การพยายามแข่งขันกับ AI แต่ควรเรียนรู้วิธีใช้ AI ให้เก่งกว่าคนอื่นต่างหาก

เธอมองว่าปัญหาที่แท้จริงไม่ใช่ AI แย่งงานกราฟิก แต่เป็นเพราะคนจำนวนมากยังใช้งาน AI ได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เพราะสุดท้ายแล้ว AI ก็ยังต้องอาศัยมนุษย์ในการคิดแนวทาง วางคอนเซ็ปต์ เขียนคำสั่ง หรือ Prompt รวมถึงตรวจสอบคุณภาพของผลงานก่อนนำไปใช้งานจริง

หลายครั้งที่ลูกค้านำภาพจาก AI มาให้กราฟิกช่วยแก้ไข ก็สะท้อนให้เห็นว่า AI ยังไม่สามารถทำงานจบได้ด้วยตัวเองทั้งหมด หรือผู้ใช้งานยังไม่สามารถสั่งงานได้ตรงตามที่ต้องการ

เธอเล่าว่า ภายในบริษัทมีการสะสม Prompt ไว้หลายพันชุด และมีการฝึกอบรมพนักงานให้พัฒนาวิธีคิด เทคนิคการสั่งงาน และมุมมองใหม่ ๆ อยู่เสมอ เพราะสิ่งที่มีค่าที่สุดในยุคนี้ไม่ใช่ตัว AI แต่คือ “คนที่ใช้ AI เป็น”

สุดท้าย เธอเชื่อว่า คนที่จะอยู่รอดในโลกการทำงานยุคใหม่ อาจไม่ใช่คนที่วาดรูปเก่งที่สุด หรือคนที่กลัว AI มากที่สุด แต่คือคนที่สามารถใช้ AI ได้ดีกว่าคนอื่น จนสร้างผลงานและคุณค่าที่แตกต่างออกมาได้ พร้อมส่งกำลังใจให้เจ้าของโพสต์และคนทำงานสายกราฟิกทุกคนที่กำลังเผชิญความท้าทายในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญของวงการ


มุมมองผู้เขียน : เรื่องราวนี้สะท้อนให้เห็นว่า AI ไม่ได้เปลี่ยนแค่รูปแบบการทำงาน แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างของตลาดแรงงานในหลายอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็ว แม้บางคนจะมองว่า AI คือภัยคุกคาม แต่ในอีกมุมหนึ่งก็อาจเป็นเครื่องมือที่ช่วยเพิ่มศักยภาพให้กับผู้ที่พร้อมเรียนรู้และปรับตัว โลกการทำงานในอนาคตอาจไม่ได้เป็นการแข่งขันระหว่าง “คนกับ AI” แต่อาจเป็นการแข่งขันระหว่าง “คนที่ใช้ AI เป็น” กับ “คนที่ยังใช้ AI ไม่เป็น” มากกว่า