bitkub-banner

เกาหลีใต้เตรียมยกเลิกกฏรายงานธุรกรรมที่มีมูลค่าเกิน 212,000 บาท

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • คณะกรรมการบริการทางการเงินของเกาหลีใต้ (FSC) ได้แถลงว่าพวกเตรียมยกเลิกข้อกฎหมายการโอนคริปโตมูลค่าเกิน 10 ล้านวอนออกไปหลักถูกประท้วงอย่างหนัก
  • สมาคมและเว็บเทรดใหญ่ต่างรวมตัวกันคัดค้าน เนื่องจากกฎเดิมจะทำให้ภาระงานคัดกรองพุ่งสูงขึ้นถึง 85 เท่า หรือจาก 63,000 เคส เป็น 5.4 ล้านเคสต่อปี 
  • หากรัฐบาลยังดึงดันที่จะใช้กฎหมายจะทำให้ทั้งฝั่งเอกชนและเจ้าหน้าที่รัฐเกิดสภาวะข้อมูลคอขวดจนเป็นอุปสรรคต่อการตรวจสืบสวนคดีฟอกเงินที่เกิดขึ้นจริง

แนวโน้มผลกระทบ: Bearish

คณะกรรมการบริการทางการเงินของเกาหลีใต้ (FSC) ผ่านหน่วยงานสืบสวนทางการเงิน (FIU) ได้ประกาศว่าพวกเขาได้ยกเลิกร่างกฎหมายควบคุมการโอนสินทรัพย์ดิจิทัลฉบับใหม่ หลังเกิดกระแสคัดค้านจากสมาคม DAXA และกลุ่มเว็บเทรดชั้นนำของประเทศที่ชี้ว่ากฎดังกล่าวจะสร้างสภาวะข้อมูลคอขวดและเพิ่มภาระงานเอกสารให้พุ่งสูงขึ้นกว่า 85 เท่าจนระบบปฏิบัติการล่มสลาย 

คณะกรรมการบริการทางการเงินของเกาหลีใต้ (FSC) ชี้แจงว่า กฎการบังคับรายงานยอดโอนคริปโตเกิน 10 ล้านวอน หรือประมาณ 2.1 แสนบาท ได้ถูกยกเลิกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และจะมีผลบังคับใช้ 20 สิงหาคม 2026 หลังจากเจอกระแสต่อต้านอย่างรุนแรงจากกลุ่มกระดานเทรดคริปโตยักษ์ใหญ่ในประเทศ

จุดเริ่มต้นของปัญหา: กฎหมายใหม่สุดโหดจากรัฐบาล

ย้อนกลับไปเมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคม 2026 ทางการเกาหลีใต้ได้เสนอร่างกฎหมายป้องกันการฟอกเงินฉบับใหม่ ซึ่งมีเนื้อหาหักดิบ 2 ข้อหลัก ๆ 

หนึ่งคือ การยกเลิกเกณฑ์ขั้นต่ำของกฎ Travel Rule จากเดิมที่ต้องรายงานข้อมูลเฉพาะการโอนที่เกิน 1 ล้านวอน เปลี่ยนเป็น ต้องรายงานข้อมูลผู้ส่ง-ผู้รับในทุก ๆ ธุรกรรมไม่ว่าจะโอนเงินจำนวนน้อยนิดแค่ไหนก็ตาม

สองคือ กฎบล็อกการโอนไปต่างประเทศ/กระเป๋าส่วนตัว หากผู้ใช้มีการโอนคริปโตมูลค่าเกิน 10 ล้านวอน ไปยังกระดานเทรดต่างประเทศ หรือกระเป๋าส่วนตัวแพลตฟอร์มของเกาหลีใต้จะต้องทำรายงานธุรกรรมที่น่าสงสัยส่งให้ภาครัฐทันที โดยไม่ต้องสนใจว่าผู้ใช้คนนั้นจะมีพฤติกรรมน่าสงสัยจริงหรือไม่ 

ด้วยเหตุนี้กระดานเทรดใหญ่จึงรวมตัวกันผ่านสมาคม DAXA เป็นตัวแทนเพื่อโต้แย้งว่าหากรัฐบาลยังดึงดันที่จะคลอดกฎหมายนี้ออกมา ระบบจะถึงคราวล่มแน่ เพราะภาระงานจะพุ่งขึ้น 85 เท่า จากเดิมที่จะต้องกรองเคสน่าสงสัยปีละ 63,000 เคส ยอดจะพุ่งขึ้นไปถึง 5.4 ล้านเคสทันทีและพวกเขาทำไม่ไหวแน่

ด้านระบบภาครัฐเองก็รับไม่ไหวเช่นกัน เพราะปริมาณข้อมูลมหาศาลขนาดนี้จะทำให้ทีมกฎหมายของกระดานเทรดทำงานกันไม่ทัน และจะเกิดการคอขวดที่หน่วยงานสืบสวนทางการเงิน (FIU) ของรัฐบาลเองด้วย จนอาจทำให้คดีฟอกเงินของจริงถูกฝังกลบอยู่ใต้กองเอกสารธุรกรรมปกติของประชาชน

บทสรุปดราม่า

ในวันที่ 1 มิถุนายนที่ผ่านมา FSC ได้แถลงตอบโต้ข่าวลือจากสื่อในประเด็นเรื่องกฎหมายดังกล่าวได้ถูกยกเลิกไปแล้วนั้นไม่เป็นความจริงทั้งหมด เพราะหน่วยงานและ FIU กำลังทบทวนหาทางออกใหม่ที่เหมาะสมอยู่ ซึ่งคาดว่าจะมีความเป็นไปได้ 2 รูปแบบ

แบบแรกคือ การตัดกฎ 10 ล้านวอนออกไป ถึงแม้จะช่วยลดภาระไปได้มากแต่ทั้งกระดานเทรดและนักเทรดก็ยังต้องเหนื่อยอยู่ดี เพราะกฎข้อแรกที่ระบุให้โอนเท่าไหร่ก็ต้องยืนยันตัวตนน่าจะยังถูกบังคับใช้ ซึ่งจะทำให้การโอนคริปโตในเกาหลีใต้มีขั้นตอนที่ยุ่งยากขึ้นกว่าเดิมมาก

ถัดมาคือ ฝันร้ายของนักลงทุน หากหน่วยงานยังคงเข้มงวด ดันทุรังใช้ต่อหรือปรับเกณฑ์ ชาวเกาหลีใต้อาจต้องเผชิญหน้ากับการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้นในทุก ๆ ธุรกรรม ส่วนเว็บเทรดก็ต้องก้มหน้ารับสภาพ ซึ่งอาจทำให้ตลาดคริปโตในเกาหลีใต้เกิดเรื่องใหญ่ได้เลย

แต่สุดท้ายแล้วรัฐบาลก็ตัดสินใจเลือกรูปแบบที่หนึ่ง กลับไปใช้ระบบ risk-based รายงานเฉพาะเคสที่น่าสงสัยจริงทำให้นักลงทุนเกาหลีใต้โล่งใจได้ไปได้อีกครั้ง

ที่มา : coincu

มุมมองผู้เขียน : กฎหมายที่สุดโต่งของเกาหลีใต้แม้จะทำไปด้วยความประสงค์ดีเพราะอยากต่อต้านการฟอกเงินเพื่อหวังว่าเกาหลีใต้จะสามารถดึงดูดเงินลงทุนจากต่างชาติได้มากขึ้น แต่สำหรับกระดานเทรดแล้วรัฐบาลกำลังผลักภาระต้นทุนการเก็บข้อมูลมาให้พวกเขา นั่นจึงทำให้สุดท้ายแล้วกระดานเทรดเองก็จะไม่มีคนใช้และดำเนินธุรกิจต่อไปไม่ได้ เกิดเป็นผลเสียมากกว่าผลดี แต่ก็ยังเป็นเรื่องดีสุดท้ายแล้วกฎหมายดังกล่าวไม่ได้ถูกนำมาใช้จริง