bitkub-banner

5 วิธีบำบัดจิตวิทยาเปลี่ยน Mindset สลัดความเครียดช่วงตลาดพาดอย 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ในการลดความเครียด นักเทรดอาจต้องทำการยอมรับความเจ็บปวด หยุดใช้พลังงานไปกับการต่อสู้ในสิ่งที่แก้ไขไม่ได้เพื่อหันมามองสิ่งที่มีอยู่และหาทางก้าวต่อไป
  • เริ่มฝึกคิดแบบนักสถิติ แทนการคิดแบบนักพยากรณ์ที่ชอบคาดเดาอนาคตและจินตนาการความล้มเหลวเกินจริงเป็นทอดๆ
  • ตลาดการลงทุนไม่ได้ทดสอบเพียงแค่ทักษะฝีมือ แต่เป็นพื้นที่วัดความอดทนทางการเงินและสภาพจิตใจ ซึ่งผู้ที่อยู่รอดในระยะยาวคือคนที่จัดการตนเองได้ดีที่สุด

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

ภาวะตลาดคริปโตขาลงมักสร้างความเครียดสะสมจนนำไปสู่การติดดอยที่ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจของนักลงทุน บทความนี้จึงนำเสนอ 5 เทคนิคการปรับ Mindset เพื่อฟื้นฟูจิตใจโดยไม่มีค่าใช้จ่าย เริ่มต้นจากการแยกตัวตนออกจากพอร์ตโฟลิโอเพื่อไม่ให้อารมณ์มาบิดเบือนเหตุผลจนนำไปสู่ความผิดพลาดซ้ำสอง พร้อมใช้การจดบันทึกช่วยยืนยันการตัดสินใจในอดีต

ในช่วงที่ตลาดปรับตัวเป็นขาลงรุนแรง หลายคนย่อมประสบภาวะเครียดสะสม กินไม่ได้นอนไม่หลับ เพราะตัวเลขในพอร์ตที่เคยฟูฟ่องกลับหดหายไปต่อหน้าต่อตา การติดดอยไม่ใช่แค่เรื่องของการขาดทุนทางตัวเงินเท่านั้น แต่มันคือ การต่อสู้กับสภาพจิตใจของตัวเอง  

บทความนี้จึงได้รวบรวม 5 เทคนิคการปรับ Mindset ที่จะช่วยฟื้นฟูสภาพจิตใจของคุณจากด้านใน โดยเป็นวิธีที่คุณสามารถลงมือทำได้เองง่ายๆ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย และไม่ต้องพึ่งพาตัวช่วยใดๆ ทั้งสิ้น นอกจากใจของตัวคุณเอง 

แยกตัวตนออกจากพอร์ต

ก่อนอื่นเลย นักลงทุนจะต้องตระหนักด้วยตนเองว่า คุณค่าของตัวเองนั้นไม่ได้ถูกวัดด้วยพอร์ตโฟลิโอเสมอไป การติดดอยหรือขายขาดทุนไม่ได้หมายความว่า คุณจะล้มเหลวหรือเป็นผู้แพ้  เพราะบางครั้งเรื่องที่ไม่คาดคิดมันก็เกิดขึ้นกันได้

ตามกลไกทางจิตวิทยาเมื่อคุณค่าของตนเองถูกลดทอน สมองจะเริ่มทำให้เราละทิ้งเหตุผลและเริ่มตัดสินใจโดยใช้ความกังวลแทน ซึ่งมักจะนำไปสู่การ panic sell หรือ FOMO buy ในเวลาที่แย่ที่สุด

ดังนั้น ในการที่จะแยกตัวตนออกจากพอร์ต นักลงทุนสามารถทำได้ง่ายๆ ผ่านการจดบันทึกว่า “ขณะที่ทำการลงทุนไปนั้นสมเหตุสมผลที่สุดแล้วด้วยข้อมูลในขณะนั้น” เพื่อเป็นการยืนยันกับตนเองว่าทำดีที่สุดแล้ว ความผิดพลาดครั้งนี้ใช่ว่าจะเกิดจากความสะเพร่าของเราที่ไหน ทำให้สุขภาพจิตของเราก็จะไม่ย่ำแย่เอาแต่โทษตัวเอง

ยอมรับความเจ็บปวด

เพราะมีความเจ็บปวดเราจึงพยายามต่อต้านมัน ซึ่งสุดท้ายแล้วมักจะส่งผลย้อนกลับทำให้ยิ่งเจ็บยิ่งทุกข์กว่าเดิม สิ่งที่เราต้องการพยายามจะสื่อไม่ใช่การปฏิเสธไม่เห็นด้วย ไม่ใช่การยอมแพ้ แต่เป็นการหยุดใช้พลังจิตใจไปกับการต่อสู้ในสิ่งที่เปลี่ยนไปไม่ได้ และให้ปล่อยวางแทน 

ในเมื่อความเสียหายในพอร์ตได้เกิดขึ้นไปแล้ว เราก็ไม่จำเป็นที่จะต้องรับมือกับความเครียดเกินสมควร แทนที่จะตัดพ้อทวงหาความยุติธรรม หาคนรับผิดชอบ เราควรหันกลับมามองว่าจากจุดนี้เราสามารถทำอะไรต่อได้บ้าง มีอะไรบ้างที่ยังหลงเหลืออยู่ให้เริ่มต้นใหม่

การยอมรับความเจ็บปวดจึง ไม่ใช่การโกหกตัวเองว่าทุกอย่างยังดีอยู่ ไม่ใช่การไม่รู้สึกอะไร แต่มันคือ การยอมรับว่าตอนนี้เป็นแบบนี้เพื่อให้สามารถก้าวต่อไปได้

ระบายออกด้วยปากกา

ความเครียดและความกังวลที่สะสมขึ้นในตัวของนักเทรดก็ไม่ต่างอะไรกับกาต้มน้ำที่ปิดฝาไว้ ความดันที่อยู่ภายในสุดท้ายก็ต้องปล่อยออกมาเมื่อถึงจุดหนึ่ง ซึ่งเราสามารถเลือกได้ว่าเราควรจะระบายมันออกอย่างไร แทนที่จะปล่อยไว้จนถึงขีดสุดแล้วระเบิดออก

วิธีหนึ่งที่สามารถทำได้และเห็นผลดีคือการเขียน เขียนอะไรก็ได้ขอให้เขียนออกมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องหรือไม่ เพราะถ้าหากไม่เขียนออกมาความคิดก็จะยังคงติดอยู่ในหัวทำให้ไม่สามารถก้าวข้ามพลังลบไปได้ กลายเป็นลูปสะสมและยิ่งทำให้เครียดเมื่อนำความผิดพลาดไปผสมกับแรงกดดันอื่นๆ 

งานวิจัยของ James Pennebaker ตั้งแต่ปี 1986 ได้พิสูจน์มาแล้วว่าการเขียนเกี่ยวกับประสบการณ์ที่ก่อความเครียดอย่างลึกซึ้งและซื่อสัตย์จะช่วยลดอาการวิตกกังวลและช่วยปรับปรุงภูมิคุ้มกันได้ ซึ่งจะเห็นผลที่เห็นชัดตั้งแต่การเขียนเพียง 15–20 นาที ต่อเนื่อง 3–4 วัน เพียงเท่านี้สมองก็จะลืมความเครียดไปได้ส่วนหนึ่ง

ฝึกคิดแบบนักสถิติ คิดเป็นขั้นๆ 

นักเทรดจำนวนไม่น้อยมักจะใช้วิธีคิดแบบนักพยากรณ์ในการลงทุน ซึ่งชุดคำถามที่เกิดขึ้นในจิตใจมักจะออกแนว “ถัดจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นต่อ ราคาจะไปทิศทางไหน” ซึ่งถ้าหากเราพลิกกลับมาตั้งคำถามในเชิงนักสถิติอาจได้คำตอบที่ดีกว่าเก่า

ปกติแล้วสมองมักประเมินความน่าจะเป็นจากความง่ายในการนึกถึง ทำให้เมื่อพอร์ตติดดอย เราจะนึกถึงภาพตลาดล่มสลายได้ง่ายกว่าภาพการฟื้นตัว เราจึงประเมินความเสี่ยงสูงเกินจริงอย่างมีนัยสำคัญ เช่นพอร์ตลง 20% → จะขาดทุนทั้งหมด → ครอบครัวจะลำบาก → ชีวิตจะพัง — ทั้งที่แต่ละขั้นตอนนั้นยังไม่ได้เป็นความจริง

ดังนั้น แทนที่จะไปคาดเดาสุ่มสี่สุ่มห้า หรือกลัวแบบลอยๆ  เราอาจตั้งคำถามว่า ถ้าเกิดแบบนี้ 100 ครั้ง มันมีโอกาสที่จะจบแบบไหนมากที่สุด โดยใช้ตัวเลขในการถาม ประเมินความน่าจะเป็นแล้วหาข้อมูลมายืนยันหรือหักล้าง วางแผนแบบเป็นขั้นเป็นตอนเป็นฉากๆ 

นอกจากนี้การค้นหาอารมณ์ที่แท้จริงเองก็สำคัญไม่น้อย เพราะอารมณ์ด้านลบมักจะมาพร้อมกันหมด นักเทรดจึงต้องแยกให้ออกว่าแท้จริงแล้ว ตนเองกำลัง โกรธ หรือกำลังกลัวอยู่กันแน่

ห่างกราฟบ้าง เริ่มต้นทำ Crypto Detox 

พอนักลงทุนเห็นพอร์ตไม่เป็นไปดังหวังแล้วเราก็มักมีพฤติกรรมเปิดหน้าจอเช็คกราฟเช็คพอร์ตตลอดเวลาโดยหวังว่าจะได้เห็นตัวเลขกลับไปเป็นสีเขียว ซึ่งการทำแบบนั้นยิ่งทำให้ความกังวลยิ่งโตขึ้นทุกครั้งที่ราคาขยับ

ความเครียดส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากการที่ราคาเหรียญร่วงลงมาในวันนี้ แต่เกิดจากการที่คุณหยิบมือถือขึ้นมาดูพอร์ตทุกๆ 15 นาทีต่างหาก ตลาดคริปโตเปิดตลอด 24 ชั่วโมง การจ้องมองตัวเลขสีแดงกะพริบไปมาคือการบังคับให้สมองหลั่งฮอร์โมนความเครียด ออกมาซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่จำเป็น ซึ่งวิธีแก้ก็ง่ายมาก ๆ นั่นคือ การกำหนดขอบเขตของตนเอง ซึ่งในที่นี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การลดความถี่ในการส่องพอร์ตเพียงอย่างเดียวแต่เป็นการกำหนดเป้าหมายและแนวทางของเราให้ชัดเจนต่อการลงทุนแต่ละครั้ง

สุดท้ายนี้ ตลาดลงทุนไม่ได้ทดสอบเพียงแค่ทักษะฝีมือเพียงอย่างเดียวแต่ยังทดสอบความอดทนทางการเงิน และความอดทนทางจิตใจ นักลงทุนที่อยู่รอดได้ในระยะยาวไม่ใช่คนที่คาดเดาตลาดแม่นที่สุด แต่คือคนที่จัดการกับตัวเองได้ดีที่สุดในช่วงเวลาที่ยากที่สุด

อย่างไรก็ตามเทคนิคทั้ง 5 นี้ไม่ได้เป็นการรักษาทางคลินิก แต่เป็นการปรับแนวคิดแบบเบื้องต้นเท่านั้น หากอาการวิตกกังวลรุนแรงหรือส่งผลต่อชีวิตประจำวัน การพบนักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์อาจเป็นทางเลือกที่เหมาะสมกว่า