สรุปข่าว
- กลุ่มนิติบุคคลที่ใช้นามแฝง Noah Doe ยื่นคำร้องขอยึด Bitcoin ในกระเป๋าเงินดิจิทัลที่ไม่เคลื่อนไหวจำนวน 39,069 บัญชี ซึ่งรวมถึงกระเป๋าของ Satoshi Nakamoto
- Ian Cohen ทนายความฝั่งคริปโต ได้ยื่นข้อมูลต่อศาลเพื่อโต้แย้งว่ากฎหมายทรัพย์สินสูญหายไม่สามารถใช้กับบิตคอยน์ที่ผู้ใช้ดูแลเองได้
- ผู้พิพากษา Kathy King ได้สั่งระงับคดีชั่วคราวเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ท่ามกลางการยื่นอุทธรณ์โต้กลับจากฝั่งโจทก์เพื่อบีบให้เดินหน้าต่อ และการพบหลักฐานใหม่ออนเชน
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
นิติบุคคลที่ใช้นามแฝง Noah Doe มีความพยายามอาศัยช่องว่างทางกฎหมายทรัพย์สินสูญหาย ยื่นฟ้องขอยึดสิทธิ์ในบิทคอยน์จากกระเป๋าเงินที่ไม่เคลื่อนไหวจำนวน 39,069 บัญชี ซึ่งครอบคลุมกระเป๋าของซาโตชิ แต่ผู้พิพากษา Kathy King สั่งระงับคดีชั่วคราวเพื่อตรวจสอบ ในจังหวะที่พบหลักฐานออนเชนที่แฉว่า กระบวนการของฝั่งโจทก์มีความผิดพลาดอย่างรุนแรง
เป็นที่ทราบกันดีว่า ซาโตชิ นากาโมโตะ ผู้สร้าง Bitcoin มีบิทคอยน์ในครอบครองกว่า 1 ล้าน BTC คิดเป็นมูลค่ากว่า $2 แสนล้าน (2.3 ล้านล้านบาท) แต่ทรัพย์สินจำนวนนั้นกลับไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ จนนำมาสู่คดีฟ้องร้องสุดพิลึกในศาลสหรัฐฯ ที่พยายามจะอาศัยช่องว่างทางกฎหมายเพื่อ “ฮุบ” บิตคอยน์ของซาโตชิไปเป็นของตัวเอง
เรื่องราวสุดอุกอาจนี้เกิดขึ้นที่ศาลแห่งหนึ่งในรัฐนิวยอร์ก เมื่อมีการยื่นฟ้องเพื่อขอยึด Bitcoin ที่ไม่มีการเคลื่อนไหวจากกระเป๋าเงินดิจิทัลจำนวนถึง 39,069 บัญชี ซึ่งรวมไปถึงกระเป๋าของตัวซาโตชิ
เบื้องหลังของผู้ที่ทำการฟ้องร้อง ทราบเพียงว่าเป็นนิติบุคคลสองแห่งจากรัฐไวโอมิงที่ยื่นฟ้องภายใต้นามแฝงว่า “Noah Doe” โดยพวกเขาจงใจวางหมากใช้กฎหมายทรัพย์สินสูญหายของรัฐนิวยอร์กมาเป็นเครื่องมือ
อย่างไรก็ดี พวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะมาสู้คดีในศาล แต่กำลังมุ่งหวังให้ศาลออกคำพิพากษาให้ชนะคดีโดยขาดนัด เนื่องจากเชื่อว่าตัวจำเลยหรือเจ้าของกระเป๋าคงไม่มีใครมาปรากฏตัวเพื่อต่อสู้คดี
ที่น่าสนใจคือฝ่ายโจทก์ได้ประเมินมูลค่าคำร้องนี้ไว้ในระดับที่ต่ำอย่างน่าตกใจเพียง 10 ดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้ว มูลค่ารวมของสินทรัพย์กลับมีมากถึงหลายแสนล้านดอลลาร์สหรัฐ
การขัดขวางของชาว Bitcoin
ในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม กลยุทธ์ทางกฎหมายดังกล่าวได้เผชิญกับอุปสรรคครั้งใหญ่ เมื่อ Ian Cohen ทนายความที่สนับสนุนบิทคอยน์ ได้ยื่นคำแถลงในฐานะผู้ให้ข้อมูลต่อศาล เพื่อโต้แย้งความสมเหตุสมผลและความเป็นไปได้ของคดีฟ้องร้องนี้
Cohen โต้แย้งว่า กฎหมายว่าด้วยทรัพย์สินที่สูญหายของรัฐนิวยอร์กนั้น ไม่สามารถนำมาบังคับใช้กับบิทคอยน์หรือสินทรัพย์ดิจิทัลอื่น ๆ ที่ผู้ใช้งานดูแลด้วยตัวเอง ได้ และรัฐนิวยอร์กเองก็ไม่มีเขตอำนาจศาลเหนือ cryptographic keys
เขาระบุว่า ในโลกของบล็อกเชน การครอบครอง Private key ถือเป็นข้อพิสูจน์ของการเป็นเจ้าของตามกฎหมายโดยเนื้อแท้อยู่แล้ว ดังนั้นที่อยู่ที่สงบนิ่งไม่เคลื่อนไหวจึงไม่เท่ากับการทอดทิ้งสินทรัพย์
ต่อมาในวันที่ 4 มิ.ย. Kathy King ผู้พิพากษาศาลฎีกาแห่งรัฐนิวยอร์ก ได้อนุญาตให้ Cohen เข้าให้การในศาล และได้ออกคำสั่งระงับกระบวนการพิจารณาคดีไว้ชั่วคราว
คำสั่งดังกล่าวได้สกัดกั้นไม่ให้ฝ่ายโจทก์แอบคว้าชัยชนะจากการขาดนัดของจำเลยไปอย่างเงียบ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจากจำเลยนิรนามทั้ง 39,069 ราย แทบไม่มีความเป็นไปได้เลยที่จะปรากฏตัวในห้องพิจารณาคดีเพื่อปกป้องสินทรัพย์ของตนเอง
จนกระทั่งเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน David Lin ทนายความผู้แทนฝ่ายโจทก์ได้โต้กลับ และยื่นคำร้องเพื่อขอให้ยกเลิกหรือจำกัดขอบเขตของคำสั่งระงับคดีดังกล่าว โดยแย้งว่า ผู้ให้ข้อมูลต่อศาลซึ่งไม่ใช่คู่ความในคดี ไม่ควรจะมีอำนาจในการสั่งหยุดการพิจารณาคดี และควรปล่อยให้กำหนดเวลาตามกฎหมายเพื่อให้จำเลยยื่นคำให้การนั้นหมดอายุลงไป Cohen จึงได้ยื่นคำโต้แย้งกลับอย่างดุเดือดในวันถัดมา โดยตั้งข้อสังเกตว่าคำสั่งระงับดังกล่าวนั้นเป็นคำสั่งจากฝ่ายตุลาการที่ริเริ่มขึ้นโดยตัวศาลเอง
งัดหลักฐานเด็ด
หลักฐานชิ้นสำคัญที่สุดในการต่อสู้กับคดีฟ้องร้องนี้มาจากตัว Public ledger โดย Cohen เผยข้อมูลจากการตรวจสอบกิจกรรมบนบล็อกเชนของบริษัท Galaxy Digital
ข้อมูลแสดงให้เห็นว่ามีที่อยู่จำนวน 29 ที่อยู่ได้ทำการโอนย้าย Bitcoin ออกไปเป็นจำนวน 12,302 BTC นับตั้งแต่ที่มีสถานะถูกส่งหมายศาลในคดีดังกล่าว สิ่งนี้หมายความว่า อัลกอริทึมในการค้นหากระเป๋าเป้าหมายของฝ่ายโจทก์นั้นล้มเหลว และไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างกระเป๋าเงินที่ถูกทอดทิ้งจริง ๆ กับกระเป๋าเงินเก็บสะสมระยะยาวได้ ทำให้สมมติฐานทางกฎหมายทั้งหมดของคดีนี้อาจจะตกเป็นเท็จทันที
ด้าน Alex Thorn หัวหน้าฝ่ายวิจัยของ Galaxy Digital ได้เริ่มตระหนักถึงความร้ายแรงของคดีนี้และเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรายใหญ่ในอุตสาหกรรมที่จะต้องยื่นมือเข้ามาแทรกแซงในกระบวนการพิจารณาคดีนี้ ก่อนที่จะมีการสร้างบรรทัดฐานทางกฎหมายที่เป็นอันตรายขึ้นมา
Thorn ตั้งข้อสังเกตว่า คำพิพากษาโดยขาดนัดเพื่อลงโทษจำเลยอาจเป็นการมอบกรรมสิทธิ์ตามกฎหมายในบิทคอยน์จำนวนสูงถึง 3.799 ล้าน BTC ซึ่งตามมุมมองของเขา การได้กรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์เหล่านี้ไปครอง น่าจะเป็นการปูรากฐานให้เกิดคดีฟ้องร้องที่รุนแรงและการพิพาทแย่งชิงสิทธิ์ความเป็นเจ้าของที่ลากยาวต่อไปอีกหลายปี
เขาเล่าเสริมว่า ผลลัพธ์ในลักษณะนั้นจะกลายเป็นภัยคุกคามที่สูบเงินค่าธรรมเนียมทางกฎหมายนับล้านดอลลาร์ไปจากอุตสาหกรรม และสร้างความเสี่ยงจากปริมาณอุปทานส่วนเกินที่กดทับตลาดอย่างรุนแรงต่อตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในภาพรวม ซึ่งสะท้อนอดีตของการต่อสู้ทางกฎหมายอันยืดเยื้อเหนือสิทธิ์การถือครองบิทคอยน์ในยุคแรกเริ่ม
อย่างไรก็ดี วันนี้ถือเป็นวันครบรอบ 16 ปี ของคอมเมนต์จากตัวของซาโตชิที่มีการระบุชัดเจนว่า เหรียญที่สูญหายไปแล้วก็ให้คิดเสียว่าเป็นเงินบริจาคที่จะทำให้ Bitcoin ของผู้ใช้งานคนอื่นมีมูลค่ามากขึ้น ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าอะไรที่หายไปแล้วก็ปล่อยมันหายไปไม่ต้องไปฟ้องศาลเพื่อพยายามฮุบมาเหมือนกับในกรณีดังกล่าว

ที่มา : Cryptoslate
มุมมองผู้เขียน : ตราบใดที่โจทก์ไม่มีสิทธิ์ในการเข้าถึง Private Key ของกระเป๋าเงินทั้ง 39,069 บัญชีเหล่านั้น Bitcoin จำนวนกว่า 3.7 ล้าน BTC ก็จะยังคงถูกล็อกอยู่บนเครือข่ายอย่างปลอดภัยและไม่สามารถถูกโอนย้ายได้ด้วยอำนาจทางกฎหมายโลกเก่า นั่นจึงทำให้การฟ้องร้องในครั้งนี้เป็นเรื่องเสียเวลามากกว่าจะได้ประโยชน์จริงๆ

