สรุปข่าว
- Jefferies เตือนว่า ร่างกฎหมาย Clarity Act ยังต้องฝ่าด่านสำคัญอีกหลายขั้น แม้จะผ่านคณะกรรมาธิการการธนาคารของวุฒิสภาด้วยคะแนน 15 ต่อ 9 มาแล้ว
- Polymarket ปรับลดโอกาสที่กฎหมายจะผ่านภายในปี 2026 เหลือ 48% จากเดิม 70% เมื่อกลางเดือนพฤษภาคม เพราะติดปัญหาเรื่องจริยธรรม การเงินที่ผิดกฎหมาย และระยะเวลาที่จำกัด
- หุ้นที่เกี่ยวข้องกับคริปโตอย่าง Circle, Coinbase และ Bullish มีแนวโน้มเผชิญความผันผวนโดยตรงจากกระบวนการนิติบัญญัติที่ลากยาว
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Bearish
ความไม่แน่นอนทางการเมืองแบบนี้ มักกดดันความเชื่อมั่นตลาดในระยะสั้น นักลงทุนสถาบันที่รอความชัดเจนทางกฎหมายก่อนตัดสินใจลงทุน อาจชะลอแผนออกไปอีก ทำให้เม็ดเงินใหม่ไหลเข้าช้าลง แต่หากมองระยะยาว ปัจจัยพื้นฐานยังคงเป็นบวกอยู่ เพราะกฎหมายฉบับนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่อุตสาหกรรมรอคอยมานาน
Jefferies ธนาคารเพื่อการลงทุนระดับโลก ออกโรงเตือนว่า ร่างกฎหมาย Clarity Act ยังคงต้องเผชิญกับอุปสรรคสำคัญอีกหลายด่าน แม้ว่าจะผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมาธิการการธนาคารแห่งวุฒิสภามาได้แล้วก็ตาม โดยทางธนาคารเตือนว่า ความไม่แน่นอนทางการเมืองนี้ อาจกลายเป็นเชื้อเพลิงที่เร่งความผันผวนให้แก่ตลาดคริปโตในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า
แม้ว่าร่างกฎหมายนี้ จะผ่านชั้นคณะกรรมาธิการมาด้วยคะแนนเสียงสนับสนุนจากทั้งสองพรรคที่ 15 ต่อ 9 เสียงเมื่อช่วงต้นปี แต่ความท้าทายที่ยากกว่ายังคงรออยู่ข้างหน้า
ล่าสุดบนแพลตฟอร์ม Polymarket ก็ได้ปรับลดโอกาสที่กฎหมายนี้จะผ่านสภา ภายในสิ้นปี 2026 ลงเหลือเพียง 48% ร่วงลงจาก 70% ในช่วงกลางเดือนพฤษภาคม เนื่องจากตลาดเริ่มกังวลเกี่ยวกับประเด็นข้อบัญญัติเรื่องจริยธรรม, ปัญหาการเงินที่ผิดกฎหมาย รวมถึงเวลาในการพิจารณาของวุฒิสภาที่มีอยู่อย่างจำกัด
โดยเหล่านิติบัญญัติมีเวลาเหลืออีกเพียงประมาณ 20 วันทำการ ก่อนจะถึงช่วงพักประชุมเดือนสิงหาคม เพื่อรวมร่างกฎหมายของวุฒิสภาเข้าด้วยกัน,ผ่านคะแนนเสียงตามขั้นตอนกระบวนการ โดยปรับแต่งเนื้อหาให้สอดคล้องกับร่างของสภาผู้แทนราษฎร และส่งต่อให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนาม
ซึ่งหากไม่สามารถผลักดันให้ผ่านได้ ก่อนการพักประชุมเดือนสิงหาคม ร่างกฎหมายนี้อาจถูกลากยาวไปปีหน้า หรืออาจนานกว่านั้น หากพรรคเดโมแครตสามารถพลิกกลับมาครองเสียงข้างมากในวุฒิสภาได้จากการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน
ร่างกฎหมาย Clarity Act ถูกมองว่า เป็นกฎหมายโครงสร้างตลาดที่สำคัญที่สุดของอุตสาหกรรมคริปโต เพราะมันจะเข้ามากำหนดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนว่า สินทรัพย์ดิจิทัลประเภทใดจะถูกกำกับดูแลในฐานะ “หลักทรัพย์” โดย SEC หรือ ถูกกำกับดูแลฐานะ “สินค้าโภคภัณฑ์” โดย CFTC ซึ่งจะเข้ามาแทนที่ความคลุมเครือที่มีมานานหลายปี
กลุ่มผู้สนับสนุนเชื่อว่า ความชัดเจนทางกฎหมายนี้จะช่วยให้ธนาคาร, ผู้จัดการสินทรัพย์ และสถาบันการเงินต่าง ๆ สามารถเปิดตัวผลิตภัณฑ์แปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน (Tokenized Products), บริการรับฝากสินทรัพย์ (Custody) และนวัตกรรมการเงินบนบล็อกเชนได้ง่ายขึ้น ซึ่งจะช่วยปลดล็อกเม็ดเงิน และการยอมรับจากฝั่งสถาบันในวงกว้าง
Jefferies ระบุว่า หากกฎหมายนี้ผ่านสภา มันจะกลายเป็นกรอบการทำงานที่มั่นคงและยั่งยืนที่สถาบันการเงินจำเป็นต้องใช้ในการขยายบริการ ทั้งการแปลงสินทรัพย์เป็นโทเคน, การฝากทรัพย์, การทำ Staking, การให้กู้ยืม และบริการบล็อกเชนอื่น ๆ รวมถึงช่วยเร่งการเติบโตของโทเคนหลักทรัพย์ , ขยายขอบเขตของกองทุน Crypto ETF ให้ไปไกลกว่าแค่ Bitcoin และ Ether (ETH) รวมถึงปลุกกระแสการนำบริษัทโครงสร้างพื้นฐานคริปโตเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) อีกครั้ง
แต่ในทางกลับกัน หากกฎหมายนี้ถูกเลื่อนออกไป ความไม่แน่นอนทางกฎหมายก็จะลากยาวต่อไป แม้ว่าแนวทางล่าสุดจากหน่วยงานอย่าง SEC, CFTC และ OCC จะดูดีขึ้น แต่มาตรการของหน่วยงานเหล่านี้สามารถถูกพลิกกลับได้โดยรัฐบาลในอนาคต ซึ่งอาจทำให้สถาบันการเงินที่อยู่ใต้การกำกับดูแลเลือกที่จะชะลอโครงการบล็อกเชนออกไปก่อน เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านกฎหมายใหม่
ผลกระทบต่อหุ้นคริปโตรายตัว และมุมมองจากสถาบันอื่น
นักวิเคราะห์ของ Jefferies คาดว่า กระบวนการนิติบัญญัติที่ลากยาวนี้จะสร้างความผันผวนโดยตรงต่อหุ้นที่ผูกกับคริปโต เช่น Circle (CRCL), Coinbase (COIN) และ Bullish (BLSH) รวมถึงเหรียญคริปโตบางสกุล
สำหรับบริษัท Circle นั้น ร่างกฎหมายฉบับปัจจุบันส่งผลกระทบทั้งบวกและลบ โดยจะปิดช่องโหว่ที่เคยอนุญาตให้บุคคลที่สามอย่าง Coinbase เสนอผลตอบแทน (Rewards) แก่ผู้ถือ USDC ได้ ซึ่งข้อจำกัดทางกฎหมายนี้ อาจส่งผลให้การเติบโตของ USDC ชะลอตัวลง
แต่ในอีกมุมหนึ่ง การที่กฎหมายล่าช้าออกไปก็จะช่วยให้ Circle มีเวลามากขึ้นในการขยายเครือข่ายการชำระเงินและกระจายแหล่งรายได้ให้หลากหลายขึ้น นอกเหนือจากการพึ่งพารายได้จากสินทรัพย์สำรองของ Stablecoin เพียงอย่างเดียว
อย่างไรก็ตาม ในระยะยาว ความเสี่ยงที่ใหญ่ที่สุดของ Circle ไม่ใช่เรื่องกฎหมาย แต่คือการแข่งขันที่ดุเดือดจากธนาคาร, บริษัทฟินเทค และยักษ์ใหญ่ด้านการชำระเงินที่จะหันมาเปิดตัว Stablecoin ของตัวเองที่มีเครือข่ายการกระจายสินค้าที่ใหญ่กว่า
ทัศนะดังกล่าวสอดคล้องกับรายงานของ JPMorgan เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่า ร่างกฎหมายโครงสร้างตลาดคริปโตของสหรัฐฯ ฉบับนี้ อาจมีกรอบเวลาที่จำกัดมากในการผ่านสภาภายในปีนี้ เนื่องจากปฏิทินการประชุมของสภาคองเกรสเริ่มงวดเข้ามาทุกที จากการเตรียมตัวเลือกตั้งกลางเทอม ประกอบกับข้อถกเถียงในประเด็นเรื่องการให้ผลตอบแทนของ Stablecoin ก็ยังหาข้อสรุปที่ลงตัวไม่ได้ในปัจจุบัน
ที่มา : coindesk
มุมมองผู้เขียน : โอกาสที่กฎหมายจะผ่านทันในกรอบเวลา 20 วันทำการนี้ริบหรี่ลงเรื่อย ๆ เนื่องจากทั้งสองพรรคยังไม่สามารถหาข้อตกลงร่วมกันได้ ประกอบกับระยะเวลาที่เหลือน้อยลงทุกทีทำให้การผลักดันกฎหมายเป็นไปได้ยาก

