สรุปข่าว
- ความมั่งคั่งกว่า 60 ล้านล้านดอลลาร์ กำลังเปลี่ยนมือจากคนรุ่น Baby Boomer ไปสู่ Gen Z และ Millennials ภายในปี 2048 ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เรียกว่า ‘The Great Wealth Transfer’
- วอลล์สตรีทกำลังเผชิญวิกฤตความภักดีของลูกค้า เพราะทายาทเศรษฐีรุ่นใหม่ไม่ยึดติดกับธนาคารหรือที่ปรึกษาของครอบครัว แต่เลือกแพลตฟอร์มดิจิทัล คริปโต และการลงทุนทางเลือกมากขึ้น
- ธนาคารยักษ์ใหญ่เร่งปรับตัวครั้งใหญ่ ทั้งการลงทุน AI เปิดบริการคริปโต หุ้นนอกตลาด และเปลี่ยนรูปแบบการให้บริการเพื่อแย่งชิงลูกค้ารุ่นใหม่
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
การส่งต่อความมั่งค่าสู่คนรุ่นใหม่หรือ ‘The Great Wealth Transfer’ กำลังกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมการเงินโลก บริษัทวิจัยคาดว่า เม็ดเงินกว่า 60 ล้านล้านดอลลาร์ จะถูกส่งต่อสู่คนรุ่น Gen Z และ Millennials ภายในปี 2048 ซึ่งมีแนวคิดการลงทุนต่างจากคนรุ่นก่อนอย่างชัดเจน ทั้งการเปิดรับคริปโต สินทรัพย์ทางเลือก และการลงทุนด้วยตัวเอง ส่งผลให้ธนาคารยักษ์ใหญ่ต้องเร่งลงทุนใน AI เปิดบริการด้านคริปโต และปรับโมเดลธุรกิจครั้งใหญ่ เพื่อรักษาฐานลูกค้ารุ่นใหม่ที่ไม่ได้ยึดติดกับสถาบันการเงินหรือที่ปรึกษาเพียงแห่งเดียวอีกต่อไป
ก่อนเสียชีวิตในวัย 98 ปี Goh Cheng Liang มหาเศรษฐีชาวสิงคโปร์ เจ้าของอาณาจักรสี Nippon Paint ที่มีมูลค่าทรัพย์สินกว่า 13,000 ล้านดอลลาร์ ได้ตัดสินใจส่งต่อทรัพย์สินในแบบที่แตกต่างจากมหาเศรษฐีรุ่นก่อน เขาเลือกให้ลูกชายสืบทอดธุรกิจ แต่ส่งต่อความมั่งคั่งทางการเงินจำนวนมหาศาลให้หลาน ๆ ในวัย 30 กว่าปีแทน
เบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการวางแผนมรดกในครอบครัว แต่กำลังสะท้อนเมกะเทรนด์ระดับโลกที่เรียกว่า ‘The Great Wealth Transfer’ ซึ่งกำลังบีบให้สถาบันการเงินทั่วโลกต้องเร่งปรับตัว
บริษัทที่ปรึกษา Cerulli Associates ประเมินว่า ภายในปี 2048 เฉพาะในสหรัฐอเมริกาเพียงแห่งเดียว จะมีเม็ดเงินกว่า 60 ล้านล้านดอลลาร์ ถูกส่งมอบไปสู่มือของคนรุ่น Gen Z และ Millennials
วิกฤตที่วอลล์สตรีทกังวล ไม่ใช่เงินหาย แต่คือ ‘ลูกค้าเปลี่ยนใจ’
ปัญหาใหญ่ที่สุดที่ Wall Street กำลังเผชิญ ไม่ใช่เรื่องของเม็ดเงิน แต่มันคือ วิกฤตความจงรักภักดี เนื่องจากทายาทรุ่นใหม่แทบไม่มีความรู้สึกผูกพันหรือภักดีต่อที่ปรึกษาทางการเงินของพ่อแม่พวกเขาเลย คนกลุ่มนี้เติบโตมาในยุคหลังวิกฤตการเงินโลกเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน พวกเขาจึงคุ้นเคยกับเทคโนโลยี แพลตฟอร์มการลงทุนที่เน้นตัดสินใจด้วยตนเองมากกว่าพึ่งที่ปรึกษา และแอปพลิเคชันที่รวดเร็วอย่าง Revolut
ข้อมูลจากบริษัทที่ปรึกษา Capgemini ระบุชัดเจนว่า ระหว่างปี 2022-2025 ธนาคารและผู้จัดการความมั่งคั่งแบบดั้งเดิมพลาดโอกาสในการบริหารสินทรัพย์ไปแล้วราว 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ เนื่องจากลูกค้าผู้มั่งคั่งหันไปใช้บริการคู่แข่งหน้าใหม่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่มากกว่า
กฎกติกาใหม่เมื่อหุ้นและพันธบัตรไม่ใช่คำตอบ
สไตล์การลงทุนของคนรุ่นใหม่ได้ฉีกตำราของคนรุ่นเก่าไปอย่างสิ้นเชิง พวกเขากล้าเสี่ยงมากขึ้น และมองหาโอกาสที่อยู่นอกเหนือจากตลาดแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะคริปโตเคอร์เรนซีที่กลายเป็นความปกติรูปแบบใหม่ ผลสำรวจจากธนาคาร Natixis พบว่า เกือบ 50% ของนักลงทุนกลุ่ม Millennials ถือครองคริปโตเทียบกับกลุ่ม Gen X ที่มีประมาณ 33% และกลุ่ม Baby Boomer ที่มีเพียง 1 ใน 6 เท่านั้นที่กล้าลงทุนในสินทรัพย์นี้
นอกจากนี้ คนรุ่นใหม่ยังกระหายการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก โดยรายงานจาก Bank of America ชี้ว่า เกือบ 90% ของนักลงทุนวัย 21-45 ปี ต้องการลงทุนในสินทรัพย์ทางเลือก เช่น หุ้นนอกตลาดหลักทรัพย์ และอสังหาริมทรัพย์ ในขณะที่กลุ่ม Baby Boomer มีเพียง 15% ที่สนใจ ทายาทรุ่นใหม่เหล่านี้กำลังตามล่าหาบริษัทสตาร์ทอัพระดับโลกตัวต่อไป พวกเขาไม่ได้ต้องการแค่พอร์ตหุ้น 60/40 แบบดั้งเดิม แต่ต้องการร่วมลงทุนในดีลที่น่าตื่นเต้นตั้งแต่เนิ่น ๆ
กลยุทธ์หนีตายของสถาบันการเงิน
เมื่อลูกค้าเปลี่ยน องค์กรก็ต้องปรับ บรรดาธนาคารยักษ์ใหญ่ต่างกำลังงัดทุกกลยุทธ์เพื่อดึงดูดและรักษาฐานลูกค้าที่เป็นคนรุ่นใหม่ไว้ให้ได้ เริ่มจากการทุ่มงบมหาศาลด้านเทคโนโลยี เช่น JPMorgan ที่ประกาศทุ่มงบถึง 20,000 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ โดยแบ่งมาพัฒนาระบบบริหารความมั่งคั่งถึง 2,200 ล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างแอปพลิเคชันที่ลื่นไหล
พร้อมกันนี้ยังมีการเปิดประตูสู่โลกคริปโตและหุ้นนอกตลาด โดย Morgan Stanley ได้จับมือกับ Galaxy Digital เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัล และเข้าซื้อแพลตฟอร์ม EquityZen เพื่อให้ลูกค้าซื้อขายหุ้นในบริษัทที่ยังไม่เข้าตลาดหลักทรัพย์ได้ง่ายขึ้น
นอกจากนี้แล้ว สถาบันการเงินยังเริ่มแจกสิทธิพิเศษแบบเอ็กซ์คลูซีฟที่ตรงใจวัยรุ่น เช่น Morgan Stanley จัดทริปดูการแข่งขันรถ Formula 1 แบบ VIP ที่ออสติน สำหรับลูกค้าอายุ 21-35 ปีที่มีความมั่งคั่งระดับ 100 ล้านดอลลาร์ขึ้นไป
ยิ่งไปกว่านั้น หากที่ปรึกษารุ่นเก่าคุยกับเด็กรุ่นใหม่ไม่รู้เรื่อง ธนาคารก็พร้อมจะเปลี่ยนตัวผู้ดูแลบัญชีให้เป็นคนรุ่นเดียวกันที่มีความเข้าใจและพูดภาษาเดียวกันกับทายาททันที
ยุคแห่งการกระจายความเสี่ยงในการเลือกที่ปรึกษา
แม้วอลล์สตรีทจะพยายามอย่างหนัก แต่พฤติกรรมหนึ่งที่เปลี่ยนไปแล้วและยากจะดึงกลับมาคือ การไม่ผูกขาดกับธนาคารเพียงแห่งเดียว
ข้อมูลจาก Capgemini ระบุว่า ระหว่างปี 2019-2025 สัดส่วนของเศรษฐีที่ใช้บริการสถาบันการเงินเพียงแห่งเดียว ลดลงครึ่งหนึ่งเหลือเพียง 19% ในขณะที่กลุ่มที่ใช้บริการกระจายไปถึง 4-6 แห่ง เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัวที่ 25%
ปรากฏการณ์ Great Wealth Transfer จึงไม่ใช่แค่การส่งต่อมรดก แต่คือการปฏิวัติภาพรวมของอุตสาหกรรมการเงินโลกครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ยุคที่ธนาคารสามารถพึ่งพาความสัมพันธ์อันยาวนานของครอบครัวเพื่อรั้งตัวลูกค้าไว้กำลังจะหมดไป เพราะสำหรับคนรุ่นใหม่แล้ว พวกเขาเชื่อมั่นว่าตัวเองสามารถค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดได้ โดยไม่ต้องพึ่งพาที่ปรึกษาเพียงคนเดียวอีกต่อไป
มุมมองผู้เขียน: ปลายทางของการเปลี่ยนผ่านความมั่งคั่งครั้งนี้ อาจกลายเป็นหนึ่งในแรงผลักดันสำคัญของตลาดคริปโตในระยะยาว เพราะเมื่อคนรุ่นใหม่ได้รับอำนาจในการตัดสินใจลงทุนมากขึ้น สัดส่วนเงินที่ไหลเข้าสู่กลุ่มสินทรัพย์ดิจิทัล และการลงทุนทางเลือกก็น่าจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย นั่นอาจเป็นเหตุผลที่เราเริ่มเห็นทั้ง JPMorgan, Morgan Stanley และสถาบันการเงินรายใหญ่ทยอยขยายบริการด้านคริปโตอย่างต่อเนื่อง เพราะสิ่งที่พวกเขากำลังแข่งขันกัน ไม่ใช่เพียงผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่คือการรักษาความสัมพันธ์กับเจ้าของเงินรุ่นถัดไป
- ที่มาข่าว:financialpost
- ที่มาภาพ:theaustralian

