bitkub-banner

SEC สหรัฐฯ เตรียมเสนอแผนผ่อนคลายเกณฑ์คริปโตเดือนนี้ เล็งสร้างระบบ Safe Harbor

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) เปิดเผยแผนงานด้านกฎระเบียบประจำปี 2026 เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม เตรียมเสนอกฎชุดใหม่ชื่อ “Regulation Crypto” หรือ กฎระเบียบควบคุมคริปโต ภายในปลายเดือนนี้
  • ร่างกฎระเบียบดังกล่าวจะสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางกฎหมายหรือ Safe Harbor ให้นักพัฒนาที่เปิดตัวสัญญาการลงทุนคริปโตครั้งแรก พร้อมยกเว้นการจดทะเบียนหลักทรัพย์ชั่วคราว
  • แผนงานยังครอบคลุมการปฏิรูปกฎเกณฑ์โบรกเกอร์ กระดานเทรด และมาตรการกระตุ้นตลาด IPO ให้กลับมาคึกคัก

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา :  Bullish 

แม้ร่างกฎระเบียบยังต้องผ่านการตรวจสอบจากทำเนียบขาวก่อนเสนออย่างเป็นทางการ แต่สัญญาณจากผู้กำกับดูแลรายใหญ่ที่สุดของสหรัฐฯ ในการลดภาระด้านกฎระเบียบให้อุตสาหกรรมคริปโต มักถูกตลาดตีความในเชิงบวก ซึ่งนักลงทุนมองว่าความชัดเจนทางกฎหมายคือ ปัจจัยสำคัญที่จะดึงเม็ดเงินสถาบันเข้าสู่ตลาดในระยะยาว

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐฯ (SEC) ได้เปิดเผยแผนการดำเนินงานด้านกฎระเบียบประจำปี 2026 เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยระบุถึงความตั้งใจที่จะเสนอชุดกฎระเบียบใหม่สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้ชื่อ “Regulation Crypto” ภายในช่วงปลายเดือนนี้ เพื่อผ่อนคลายความเข้มงวด และเปิดทางให้แก่อุตสาหกรรมคริปโต

ภายใต้กฎระเบียบควบคุมคริปโตนี้ จะมีการกำหนดมาตรการยกเว้นการจดทะเบียนหลักทรัพย์เป็นการชั่วคราวให้แก่เหล่านักพัฒนาที่ต้องการเปิดตัวสัญญาการลงทุนคริปโตเป็นครั้งแรก ช่วยให้สามารถระดมทุนได้ในจำนวนที่กำหนด และสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางกฎหมาย (Safe Harbor) สำหรับผู้ออกเหรียญ เพื่อลดภาระผูกพันในการบริหารจัดการหลักทรัพย์ ซึ่งแผนการนี้ ถูกริเริ่มและสรุปโครงร่างโดย Paul Atkins ประธาน SEC มาตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา 

อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายดังกล่าวระบุว่า ยังคงอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบโดยสำนักงานข้อมูลและกิจการกฎระเบียบของทำเนียบขาว (OIRA) ซึ่งจำเป็นต้องผ่านการอนุมัติจากหน่วยงานนี้ก่อน จึงจะสามารถยื่นข้อเสนออย่างเป็นทางการได้ 

โดย SEC เชื่อว่า กฎหมายนี้จะช่วยสร้างความชัดเจนให้แก่ตลาด ส่งเสริมนวัตกรรม และยังคงรักษามาตรฐานการคุ้มครองนักลงทุน และการเปิดเผยข้อมูลควบคู่กันไปได้

เดินหน้าจัดระเบียบโบรกเกอร์และกระดานเทรดคริปโตให้โปร่งใส

แผนงานดังกล่าวยังครอบคลุมไปถึงการปฏิรูปกฎระเบียบสำหรับกลุ่มโบรกเกอร์และนายหน้าซื้อขายคริปโต โดยมีพิมพ์เขียวที่จะพิจารณากำหนดเกณฑ์เงินทุนสภาพคล่องขั้นต่ำ, ข้อบัญญัติในการปกป้องสินทรัพย์ของลูกค้าในกรณีที่บริษัทเกิดภาวะล้มละลาย ตลอดจนการปรับปรุงกฎเกณฑ์การเก็บบันทึกข้อมูล ทั้งนี้ก็เพื่อสร้างความชัดเจนในการบังคับใช้กฎหมายกับสินทรัพย์ดิจิทัล 

นอกจากนี้ SEC ยังมีแผนที่จะเสนอปรับเปลี่ยนกฎระเบียบสำหรับผู้ประกอบการกระดานเทรดอีกด้วย

โดย SEC เน้นย้ำว่า “มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องชี้แจงกรอบการกำกับดูแลสินทรัพย์คริปโตให้ชัดเจน และเดินหน้ายับยั้งกิจกรรมที่ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ผ่านการสร้างกฎระเบียบที่โปร่งใสครอบคลุมทั้งในส่วนของการออกเหรียญ การรับฝากสินทรัพย์และการซื้อขาย”

ขณะที่ประธาน Paul Atkins  ได้กล่าวแถลงการณ์อย่างเป็นทางการว่า “เพื่อตอบสนองต่อเป้าหมายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในการผลักดันให้สหรัฐอเมริกาเป็นศูนย์กลางด้านคริปโตเคอเรนซี เราจะขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อนำผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เข้ามาสู่ประเทศให้มากขึ้น และจัดตั้งกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับการระดมทุนด้วยสินทรัพย์คริปโต

แผนปฏิรูปใหญ่ที่เหนือกว่าแค่เรื่องคริปโต เพื่อกระตุ้นตลาด IPO

แผนการดำเนินงานฉบับนี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการจัดระเบียบโลกคริปโตเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการปรับปรุงข้อบังคับด้านการเปิดเผยข้อมูล โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อชุบชีวิตตลาดการเสนอขายหุ้นต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) ให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง และกระตุ้นให้นักลงทุนรายย่อยเข้ามามีส่วนร่วมในตลาดการเสนอขายหลักทรัพย์แบบจำกัดวงมากขึ้น

ทางประธาน SEC ระบุทิ้งท้ายว่า เป้าหมายสูงสุดของการปฏิรูปในภาพรวมครั้งนี้คือ “การลดภาระด้านการปฏิบัติตามกฎหมายของภาคธุรกิจ และเดินหน้าส่งเสริมการสร้างเงินทุนในตลาดสาธารณะ” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงทิศทางนโยบายของ SEC ยุคใหม่ ที่จะมุ่งเน้นการปฏิรูป เพื่อเอื้อต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยที่ยังคงรักษาโครงสร้างพื้นฐานในการปกป้องผลประโยชน์ของนักลงทุนเอาไว้

ที่มา : coinpost


มุมมองผู้เขียน : ท่าทีของ SEC ภายใต้การนำของ Paul Atkins ต่างไปจากยุคก่อนอย่างสิ้นเชิง จากที่เคยเน้นการฟ้องร้องและปราบปรามเป็นหลัก มาสู่การพยายามวางกรอบกติกาที่ชัดเจนให้อุตสาหกรรมเดินต่อได้ 

หาก Regulation Crypto ผ่าน OIRA และถูกเสนอตามกำหนดปลายเดือนนี้ เชื่อว่าจะเป็นแรงหนุนสำคัญให้ทั้งนักพัฒนาโปรเจกต์ใหม่และนักลงทุนสถาบันกล้าเข้าตลาดสหรัฐฯ มากขึ้น เพราะความไม่แน่นอนทางกฎหมายคือ หนึ่งในอุปสรรคใหญ่ที่สุดที่ฉุดรั้งวงการคริปโตมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา