สรุปข่าว
- ทองคำปรับตัวขึ้น 15.12% ในเดือนสิงหาคม ขณะที่แร่เงินพุ่งขึ้น 23.73% ส่งผลให้มูลค่าตลาดของโลหะมีค่าทั้งสองเพิ่มขึ้นรวมกันกว่า $5 ล้านล้าน
- แรงหนุนสำคัญมาจากตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแอกว่าคาด ทำให้ตลาดลดความกังวลเรื่องดอกเบี้ย ขณะที่การเพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ กดดันดอลลาร์ให้อ่อนค่าลง
- ธนาคารกลางทั่วโลกยังคงสะสมทองคำอย่างต่อเนื่อง โดยไตรมาส 2 มีการซื้อทองคำรวม 288.9 ตัน เพิ่มขึ้น 62% จากปีก่อน สะท้อนแรงซื้อระยะยาวที่ยังคงสนับสนุนตลาดทองคำ
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish
การที่ทองคำ แร่เงิน และ Bitcoin ปรับตัวขึ้นในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน สะท้อนว่าตลาดกำลังให้ความสนใจกับสินทรัพย์ที่มีอุปทานจำกัด ท่ามกลางความกังวลเรื่องดอลลาร์และหนี้สาธารณะสหรัฐฯ หากแนวโน้มดอลลาร์อ่อนค่ายังคงดำเนินต่อไป ก็อาจเป็นปัจจัยบวกต่อทั้งโลหะมีค่าและ Bitcoin อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วก็อาจทำให้เกิดความผันผวนตามมาได้
ตลาดโลหะมีค่ากำลังปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรง โดยทองคำและแร่เงินต่างพุ่งขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในเดือนสิงหาคม โดยราคาทองคำเพิ่มขึ้น 15.12% ขณะที่แร่เงินเพิ่มขึ้นถึง 23.73% ส่งผลให้มูลค่าตลาดของโลหะมีค่าทั้งสองเพิ่มขึ้นรวมกันกว่า $5 ล้านล้านภายในเดือนเดียว
การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่ Bitcoin พุ่งทะลุ $79,000 ทำให้เกิดข้อสังเกตว่าสินทรัพย์ที่ถูกมองว่าเป็นตัวป้องกันความเสี่ยงจากการอ่อนค่าของเงินกำลังได้รับความสนใจพร้อมกัน
เศรษฐกิจสหรัฐฯ อ่อนแอ เปิดทางให้ตลาดคาดหวังดอกเบี้ยลดลง
แรงหนุนสำคัญของทองคำและแร่เงินมาจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ออกมาอ่อนแอกว่าคาดในช่วงที่ผ่านมา โดย GoldSilver.com รายงานว่า การจ้างงานเดือนกรกฎาคมลดลง 23,000 ตำแหน่ง จากที่ตลาดคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 83,000 ตำแหน่ง ขณะที่ CPI ชะลอตัวลงเป็นเดือนที่สอง และ PPI ก็ออกมาต่ำกว่าคาด
ข้อมูลเหล่านี้ทำให้ตลาดลดความกังวลเรื่องการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ในเดือนกันยายน โดยโอกาสดังกล่าวลดลงจากประมาณ 50% เหลือราว 31%
ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เพิ่มวงเงินซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวเป็นสองเท่า ซึ่งช่วยลดแรงกดดันในตลาดพันธบัตรและเป็นอีกปัจจัยที่กดดันดอลลาร์ให้อ่อนค่าลง สภาพแวดล้อมดังกล่าวมักเป็นบวกต่อทองคำและแร่เงิน เนื่องจากสินทรัพย์ทั้งสองไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
แร่เงินพุ่งแรงกว่าทองคำ
แร่เงินปรับตัวขึ้นถึง 23.73% ในเดือนนี้ สูงกว่าทองคำที่เพิ่มขึ้น 15.12% โดย USAGOLD รายงานว่า Gold/Silver Ratio ลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 65.9 สะท้อนว่าแร่เงินกำลังปรับตัวขึ้นไล่ตามทองคำ
นอกจากความต้องการลงทุนแล้ว แร่เงินยังมีความต้องการจากภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ แผงโซลาร์ และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนราคา
ด้านทองคำ TradingEconomics รายงานว่าราคาขึ้นไปแตะประมาณ $4,607 ต่อออนซ์เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม ขณะที่แร่เงินขึ้นไปแตะประมาณ $69.63 ต่อออนซ์ในวันเดียวกัน
ธนาคารกลางยังเดินหน้าซื้อทองคำ
อีกหนึ่งปัจจัยที่สนับสนุนทองคำในระยะยาวคือแรงซื้อจากธนาคารกลางทั่วโลก โดยในไตรมาส 2 ธนาคารกลางเข้าซื้อทองคำรวม 288.9 ตัน เพิ่มขึ้น 62% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
แรงซื้อจากภาครัฐมีความสำคัญ เพราะเป็นความต้องการที่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการเก็งกำไรระยะสั้นเพียงอย่างเดียว และสะท้อนว่าหลายประเทศยังต้องการเพิ่มทองคำไว้เป็นสินทรัพย์สำรอง ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับค่าเงินและความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจโลก
ทองคำ แร่เงิน และ Bitcoin กำลังได้แรงหนุนจากปัจจัยเดียวกัน
สิ่งที่น่าสนใจคือการพุ่งขึ้นของโลหะมีค่าเกิดขึ้นในช่วงเดียวกับที่ Bitcoin ปรับตัวขึ้นทะลุ $79,000 โดยหนึ่งในปัจจัยที่ตลาดจับตาคือการอ่อนค่าของดอลลาร์และกระแสที่เรียกว่า Debasement Trade ซึ่งหมายถึงการที่นักลงทุนหันไปถือสินทรัพย์ที่มีอุปทานจำกัด เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการลดลงของมูลค่าเงิน
Giovanni Staunovo นักวิเคราะห์จาก UBS มองว่าหนี้สาธารณะสหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้นและดอลลาร์ที่อ่อนค่าลงอาจเป็นปัจจัยผลักดันราคาทองคำขึ้นไปถึง $5,400 ต่อออนซ์ในช่วง 12 เดือนข้างหน้า
แนวโน้มดังกล่าวจึงเป็นปัจจัยที่ตลาดคริปโตจับตาเช่นกัน เพราะ Bitcoin ก็ถูกมองโดยนักลงทุนบางส่วนว่าเป็นสินทรัพย์ที่มีอุปทานจำกัดและสามารถทำหน้าที่คล้าย “ทองคำดิจิทัล” ได้
ผู้เขียนมองว่าการที่ทองคำ แร่เงิน และ Bitcoin ปรับตัวขึ้นพร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกันเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เพราะอาจสะท้อนว่าตลาดกำลังให้น้ำหนักกับประเด็นดอลลาร์อ่อนค่า หนี้สาธารณะ และการป้องกันความเสี่ยงจากการลดค่าของเงินมากขึ้น อย่างไรก็ตาม การปรับตัวขึ้นของสินทรัพย์เหล่านี้ไม่ได้หมายความว่าจะเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกันตลอดเวลา สิ่งที่ควรจับตาต่อจากนี้คือข้อมูลเงินเฟ้อ ทิศทางดอลลาร์ และท่าทีของ Fed ในการประชุมวันที่ 15-16 กันยายน เพราะจะมีผลโดยตรงต่อทั้งทองคำ แร่เงิน และสินทรัพย์เสี่ยงอย่าง Bitcoin
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:

