สรุปข่าว
- WIZE Co., Ltd. บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว เข้าซื้อ SOL เพิ่มจนมูลค่าสะสมทะลุ 1,000 ล้านเยน ถือครองรวมทั้งหมด 66,458 SOL และไต่อันดับขึ้นมาอยู่ที่ 10 ของโลก ตามข้อมูลจาก CoinGecko
- ดัชนี SOL per share ของบริษัท พุ่งขึ้นราว 3.3 เท่า จาก 1.99 SOL ต่อหุ้น เป็น 6.54 SOL ต่อหุ้น แม้จำนวนหุ้นจะเพิ่มขึ้นจากการใช้สิทธิใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้นก็ตาม
- WIZE เคยจับมือทำสัญญาเป็นพันธมิตรในการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ร่วมกับบริษัท SBI VC Trade Co., Ltd. ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2026 และได้ดำเนินการซื้อเหรียญ SOL ผ่านช่องทางของบริษัทดังกล่าว
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Bullish
การที่บริษัทมหาชนเดินหน้าสะสม SOL อย่างต่อเนื่อง พร้อมกับดีลระดับสถาบันอย่าง SBI ที่เพิ่งประกาศพันธมิตรกับ Solana Foundation ถือเป็นสัญญาณบวกต่อความเชื่อมั่นในระยะยาว โดยเฉพาะในแง่การยอมรับ Solana ให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินจริง ซึ่งอาจดึงดูดเม็ดเงินสถาบันเข้าสู่ระบบนิเวศเพิ่มขึ้นในอนาคต
บริษัท WIZE Co., Ltd. ซึ่งเป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์โตเกียว ได้ประกาศเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม 2026 ว่า บริษัทได้เข้าซื้อสกุลเงินคริปโตเคอเรนซี Solana (SOL) เพิ่มเติม ส่งผลให้มูลค่าการเข้าซื้อสะสมรวมของบริษัท พุ่งทะลุเกิน 206.6 ล้านบาท เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
จากการเข้าซื้อเพิ่มเติมในครั้งนี้ ทำให้ยอดรวมการถือครองเหรียญ SOL ของบริษัท เมื่อนับรวมกับส่วนแบ่งรางวัลจากการนำเหรียญไป Staking ในระบบแล้วมีจำนวนรวมทั้งสิ้น 66,458 SOL
ซึ่งทางบริษัทระบุว่า จากผลการสำรวจของตนเองเมื่อนำไปเปรียบเทียบกับข้อมูลทำเนียบบริษัทที่ถือครองเหรียญบนหน้าเว็บไซต์ CoinGecko ในหัวข้อ “Solana Treasury Holdings” พบว่า ปัจจุบันอันดับการถือครองของ WIZE ได้ก้าวขึ้นสู่อันดับที่ 10 ของโลกแล้ว
ทั้งนี้ บริษัทได้เริ่มยุทธศาสตร์การเข้าซื้อสะสมเหรียญ SOL มาตั้งแต่วันที่ 24 ตุลาคม 2025 และการเข้าซื้อรอบล่าสุดนี้ เป็นการแบ่งซื้อ 3 ระลอกในวันที่ 8, 13 และ 14 กรกฎาคม 2026 รวมจำนวนทั้งสิ้น 7,978 SOL คิดเป็นมูลค่าราว 20.66 ล้านบาท
โดยบริษัทสามารถคุมต้นทุนการซื้อในแต่ละรอบให้อยู่ต่ำกว่าระดับ 2,687 บาทต่อ SOL ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า บริษัทเดินหน้าช้อนซื้อเฉพาะในช่วงเวลาที่ประเมินว่า ราคาเหรียญต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง ท่ามกลางสถานการณ์เงินเยนที่ยังคงอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาเฉลี่ยสะสมในการเข้าซื้ออยู่ที่ 3,111 บาท
นอกเหนือจากการมุ่งมั่นเพิ่มจำนวนเหรียญในคลังรวมแล้ว ทางบริษัท WIZE ยังได้กำหนดให้ดัชนี “SOL per share” หรือสัดส่วนปริมาณเหรียญ SOL ต่อหุ้นสามัญ 1 หุ้น เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดการบริหารงาน ที่สำคัญอย่างยิ่งยวดขององค์กร
แม้ว่าการใช้สิทธิ์ใบสำคัญแสดงสิทธิในการซื้อหุ้น (Stock Acquisition Rights) จะส่งผลให้จำนวนหุ้นที่ออกจำหน่ายแล้วทั้งหมด เพิ่มขึ้นจาก 84.64 ล้านหุ้นในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 มาอยู่ที่ 101.56 ล้านหุ้นในเดือนกรกฎาคม แต่อัตราการสะสมเหรียญ SOL มาเก็บไว้เป็นสินทรัพย์ของบริษัท กลับเติบโตแซงหน้าความเร็วในการเพิ่มขึ้นของจำนวนหุ้นดังกล่าว ส่งผลให้สัดส่วนปริมาณเหรียญ SOL ต่อหุ้นสามัญ 1 หุ้น เพิ่มขึ้นถึงประมาณ 3.3 เท่า จากเดิมที่มีสัดส่วนประมาณ 1.99 SOL ต่อหุ้น ขยับขึ้นมาเป็นประมาณ 6.54 SOL ต่อหุ้นในช่วงเวลาเดียวกัน
อีกหนึ่งปัจจัยบวกครั้งใหญ่ เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากที่ SBI Holdings Co., Ltd. และ Solana Foundation ได้ร่วมกันประกาศลงนามเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์เพื่อร่วมกันสร้างตลาดการเงินบนบล็อกเชนขึ้นในประเทศญี่ปุ่น โดยมีแผนงานร่วมกันที่จะพัฒนาบริการต่าง ๆ เช่น การออกและจัดจำหน่าย Stablecoin สกุลเงินเยน, การแปลงพันธบัตรองค์กรและอสังหาริมทรัพย์ให้อยู่ในรูปโทเคนดิจิทัล (Tokenization) รวมถึงการให้บริการทางการเงินขั้นสูง สำหรับกลุ่มนักลงทุนสถาบันบนเครือข่ายบล็อกเชนของ Solana
ก่อนหน้านี้บริษัท WIZE เคยจับมือทำสัญญาเป็นพันธมิตรในการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล ร่วมกับบริษัท SBI VC Trade Co., Ltd. (บริษัทลูกในเครือ SBI Group) มาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2026 และได้ดำเนินการกวาดซื้อเหรียญ SOL ผ่านช่องทางของบริษัทดังกล่าวมาโดยตลอด
ซึ่งทาง WIZE ได้แสดงความเห็นต่อความร่วมมือในครั้งนี้ว่า การที่กลุ่มสถาบันการเงินชั้นนำระดับแนวหน้าของประเทศญี่ปุ่นอย่าง SBI เลือก Solana ให้เป็นรากฐานโครงสร้างสำหรับระบบการเงินยุคถัดไป เป็นสิ่งพิสูจน์และยืนยันชัดเจนว่า เครือข่าย Solana กำลังได้รับการยอมรับในฐานะโครงสร้างพื้นฐานที่มีประสิทธิภาพและมีความเสถียรมากพอที่จะรองรับการทำธุรกรรมทางการเงินในโลกแห่งความเป็นจริง
ที่มา : coinpost
มุมมองผู้เขียน : การที่บริษัทมหาชนสัญชาติญี่ปุ่นอย่าง WIZE เดินหน้าสะสม SOL อย่างมีวินัย ควบคู่ไปกับดีลระดับสถาบันของ SBI ที่ผูกโยงกับ Solana โดยตรง ทำให้ภาพของ Solana ในสายตานักลงทุนญี่ปุ่นเริ่มเปลี่ยนจากสินทรัพย์เก็งกำไรไปสู่โครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่จับต้องได้มากขึ้น

