สรุปข่าว
- NYDIG ระบุว่า การร่วงลงของ Bitcoin ในปี 2026 เกิดจากการล้างเลเวอเรจและการปรับสถานะในตลาดฟิวเจอร์ส มากกว่าความต้องการซื้อในตลาด Spot หายไปทั้งหมด
- กองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ มีเงินไหลออกสุทธิ 4.9 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่มูลค่า Stablecoin ลดลง สะท้อนว่าสภาพคล่องในตลาดยังไม่ฟื้น
- หากวัฏจักรตลาดขาลงยังใกล้เคียงอดีต NYDIG มองว่า Bitcoin อาจแตะจุดต่ำสุดบริเวณ 38,000-39,000 ดอลลาร์ในช่วงต้นเดือนตุลาคม 2026 แต่ย้ำว่าเป็นเพียงฉากทัศน์ ไม่ใช่ราคาเป้าหมาย
แนวโน้มผลกระทบ: Bearish
NYDIG มองว่า การร่วงของ Bitcoin ในปี 2026 มีสาเหตุหลักจากการล้างเลเวอเรจและการปรับสถานะในตลาดฟิวเจอร์ส มากกว่าความต้องการซื้อในตลาด Spot หายไปทั้งหมด ขณะที่เงินไหลออกจากกองทุน Bitcoin ETF และมูลค่า Stablecoin ที่ลดลง สะท้อนว่า สภาพคล่องในตลาดยังไม่ฟื้นเต็มที่ นอกจากนี้ Strategy ก็เริ่มหันมาบริหารเงินสด และภาระทางการเงินมากขึ้น ทำให้ตลาดสูญเสียแรงซื้อที่เคยมีในอดีต หากสถานะ Long ยังเพิ่มขึ้นโดยไม่มีเม็ดเงินใหม่มารองรับ NYDIG เตือนว่า Bitcoin อาจเผชิญแรงขายรอบใหม่ และอาจทำจุดต่ำสุดแถว 38,000-39,000 ดอลลาร์ในช่วงต้นเดือนตุลาคม
New York Digital Investment Group หรือ NYDIG บริษัทการเงินและผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐาน Bitcoin สำหรับนักลงทุนสถาบัน ระบุว่า การร่วงลงของ Bitcoin ในปี 2026 ไม่ได้เกิดจากความต้องการซื้อในตลาด Spot หายไปทั้งหมด แต่มีสาเหตุหลักจากการล้างเลเวอเรจและการปรับโครงสร้างสถานะลงทุนในตลาดฟิวเจอร์ส
ก่อนหน้านี้ NYDIG เคยประเมินว่า ราคา Bitcoin จะลดลง 13.4% ในไตรมาส 2 ในขณะที่ Bitcoin ร่วงจริงประมาณ 23% ส่งผลให้ผลตอบแทนตั้งแต่ต้นปีติดลบ 32.9%
ผลตอบแทนของ Bitcoin สวนทางกับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น 43.5% และดัชนี Nasdaq 100 ที่ปรับขึ้น 27.7% ในช่วงเวลาเดียวกัน สะท้อนว่า แรงขายเกิดจากปัจจัยเฉพาะตัวของตลาด Bitcoin เป็นหลัก ไม่ใช่การเทขายสินทรัพย์เสี่ยงในวงกว้าง
บริษัทคลังสำรอง Bitcoin เริ่มบริหารสภาพคล่อง
NYDIG จับตาการเปลี่ยนแปลงบทบาทของบริษัทคลังสำรอง Bitcoin หรือบริษัทที่ถือสินทรัพย์ดิจิทัลในงบดุล ซึ่งในที่ผ่านมาเคยเป็นแรงซื้อหลักของตลาด
Strategy บริษัทจดทะเบียนผู้ถือครอง Bitcoin รายใหญ่ที่สุดในโลก ประกาศแนวทางใหม่ในการบริหาร โดยอนุญาตให้ขาย Bitcoin มูลค่าประมาณ 1.25 พันล้านดอลลาร์ เพื่อนำไปเป็นเงินสดสำรองสำหรับการจ่ายเงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิ์ และชำระดอกเบี้ย
บริษัทปรับอัตราผลตอบแทนเงินปันผลของหุ้นบุริมสิทธิ์ STRC ขึ้นเป็น 12% สะท้อนถึงต้นทุนทางการเงินและภาระกระแสเงินสดที่เพิ่มขึ้น
NYDIG ระบุว่า บริษัทคลังสำรองเหล่านี้ กำลังเปลี่ยนสถานะจากผู้ซื้อ Bitcoin ไปเป็นผู้บริหารงบดุลที่อาจต้องขายสินทรัพย์เพื่อรักษาสภาพคล่องและชำระภาระผูกพัน
Bitcoin ETF ไหลออก 4.9 พันล้านดอลลาร์
อีกหนึ่งแรงกดดันสำคัญมาจากกองทุน Spot Bitcoin ETF ในสหรัฐฯ ซึ่งมีเงินไหลออกสุทธิรวมประมาณ 4.9 พันล้านดอลลาร์ ในไตรมาส 2
กองทุนที่มีเงินไหลออกมากที่สุดคือ iShares Bitcoin Trust (IBIT) ประมาณ 2.95 พันล้านดอลลาร์ ตามด้วย Grayscale Bitcoin Trust (GBTC) จำนวน 1.1 พันล้านดอลลาร์ และ Fidelity Wise Origin Bitcoin Fund (FBTC) อีกประมาณ 903 ล้านดอลลาร์
Morgan Stanley Bitcoin Trust ซึ่งเป็นกองทุน Bitcoin ETF ที่เพิ่งเปิดตัว เป็นหนึ่งในข้อยกเว้น โดยดึงดูดเม็ดเงินได้มากถึง 365 ล้านดอลลาร์ และมีสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการเท่ากันเมื่อสิ้นสุดไตรมาส
NYDIG ระบุว่า ผลงานของ Morgan Stanley แสดงให้เห็นว่า ผู้ให้บริการรายใหม่ยังสามารถระดมเงินได้ หากมีฐานลูกค้าและเครือข่ายจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง แม้ตลาด Bitcoin ETF จะมีการแข่งขันสูงขึ้นแล้วก็ตาม
ข้อมูลดังกล่าวชี้ว่า เงินทุนสถาบันไม่ได้ไหลออกจาก Bitcoin ทั้งหมด แต่มีนักลงทุนบางส่วนที่ตัดสินใจเปลี่ยนไปลงทุนกับผู้ให้บริการรายใหม่ และปรับพอร์ตในช่วงตลาดขาลง
สถานะ Long เพิ่มขึ้น แต่สภาพคล่องยังลดลง
NYDIG แสดงความกังวลต่อการเพิ่มขึ้นของ Open Interest หรือมูลค่ารวมของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่ยังเปิดค้างอยู่ ขณะที่ราคา Bitcoin ยังเคลื่อนไหวใกล้จุดต่ำสุด สัญญาณดังกล่าวสะท้อนว่า นักลงทุนเริ่มกลับมาใช้เลเวอเรจเพื่อเก็งกำไรมากขึ้น
ขณะเดียวกัน อัตรา Funding Rate ที่กลับมาเป็นบวกอีกครั้ง หมายความว่า นักลงทุนฝั่ง Long ซึ่งคาดว่า ราคาจะปรับตัวขึ้น มีจำนวนมากกว่าฝั่ง Short ที่เดิมพันว่าราคาจะลดลง
อย่างไรก็ตาม การเปิดสถานะ Long ยังไม่ได้รับแรงสนับสนุนจากเงินทุนในตลาดจริง ทั้งกองทุน Spot Bitcoin ETF ซึ่งลงทุนใน Bitcoin โดยตรง และปริมาณ Stablecoin ในตลาด
มูลค่ารวมของ Stablecoin ลดลงจากประมาณ 3.22 แสนล้านดอลลาร์ ณ สิ้นเดือนพฤษภาคม เหลือ 3.11 แสนล้านดอลลาร์ สะท้อนว่า เงินทุนบางส่วนกำลังไหลออกจากตลาดคริปโต แทนที่จะมีเงินใหม่เข้ามารองรับการเก็งกำไร
NYDIG เตือนว่า หากราคา Bitcoin ลดลงอีก นักลงทุนที่เปิดสถานะ Long ด้วยเลเวอเรจอาจถูกบังคับปิดสถานะ เมื่อเงินค้ำประกันไม่เพียงพอ กระบวนการดังกล่าวจะสร้างคำสั่งขายเพิ่มให้กับตลาด และอาจเร่งให้ราคาร่วงลงต่อ ส่งผลให้ตลาดเสี่ยงเข้าสู่การปรับฐานครั้งใหม่
คาดการณ์จุดต่ำสุด Bitcoin เดือนตุลาคม 2026
ทฤษฎีวัฏจักร 4 ปีของ Bitcoin กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังราคา BTC ลดลง 54.3% จากจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 126,000 ดอลลาร์ เมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2025
การปรับฐานรอบนี้ดำเนินมาแล้วประมาณ 268 วัน ขณะที่ตลาดขาลงในปี 2018 และ 2022 ใช้เวลา 363 วันและ 376 วันตามลำดับ โดยราคาลดลงจากจุดสูงสุด 84.3% และ 77.6%
NYDIG ประเมินว่า หากการปรับฐานครั้งนี้ใช้เวลาใกล้เคียงกับวัฏจักรก่อนหน้า แต่มีความรุนแรงลดลง Bitcoin อาจทำจุดต่ำสุดบริเวณ 38,000-39,000 ดอลลาร์ ในช่วงต้นเดือนตุลาคม
อย่างไรก็ตาม บริษัทระบุว่า ระดับดังกล่าวเป็นเพียงฉากทัศน์จากข้อมูลในอดีต ไม่ใช่ราคาเป้าหมายอย่างเป็นทางการ
Clarity Act เผชิญเดดไลน์วันที่ 7 สิงหาคม 2026
ปัจจัยด้านกฎระเบียบยังเป็นอีกหนึ่งความเสี่ยงต่อตลาดคริปโต โดยวุฒิสภาสหรัฐฯ อยู่ระหว่างพิจารณา Clarity Act หรือร่างกฎหมายที่ต้องการกำหนดโครงสร้างตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลให้ชัดเจน รวมถึงแบ่งหน้าที่ระหว่างหน่วยงานกำกับดูแลว่า ใครควรดูแลคริปโตแต่ละประเภท
ร่างกฎหมายดังกล่าวผ่านการลงมติของ Senate Banking Committee หรือคณะกรรมการการธนาคารของวุฒิสภา เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ด้วยคะแนน 15 ต่อ 9 แต่ยังต้องผ่านการพิจารณาของวุฒิสภาเต็มคณะก่อนจึงจะเดินหน้าต่อได้
NYDIG ระบุว่า ช่วงเวลาสำคัญในการผลักดันกฎหมายอยู่ระหว่างวันที่ 13 กรกฎาคมถึง 7 สิงหาคม ก่อนที่วุฒิสภาจะเข้าสู่ช่วงหยุดพักจนถึงวันที่ 14 กันยายน หากไม่สามารถลงมติได้ภายในช่วงดังกล่าว บรรยากาศทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งกลางเทอสหรัฐฯ อาจทำให้การผ่านกฎหมายยากขึ้น
โดยสรุปแล้ว รายงานของ NYDIG สะท้อนว่า ตลาด Bitcoin กำลังเผชิญแรงกดดันพร้อมกันหลายด้าน ทั้งการขายสินทรัพย์จากบริษัทที่ต้องรักษาสภาพคล่อง เงินไหลออกจากกองทุน Spot Bitcoin ETF และการเพิ่มสถานะ Long ในตลาดฟิวเจอร์สโดยที่ยังไม่มีเงินทุนใหม่เข้ามารองรับอย่างชัดเจน
ภายใต้เงื่อนไขดังกล่าว การฟื้นตัวของราคาในระยะสั้นยังไม่เพียงพอที่จะยืนยันว่า Bitcoin ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว โดยเฉพาะหากเงินทุนใน ETF และปริมาณ Stablecoin ยังไม่กลับมาเพิ่มขึ้น ขณะที่การใช้เลเวอเรจในตลาดฟิวเจอร์สยังคงสูงขึ้น
ในขณะที่รายงาน Bitcoin มีการซื้อขายกันอยู่ที่ 64,700 ดอลลาร์ ลดลง 0.11% ช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ตามข้อมูลจาก CoinMarketCap

มุมมองผู้เขียน: สิ่งที่ต้องจับตาต่อจากนี้คือ Clarity Act จะผ่านขั้นตอนสำคัญได้ทันก่อนวันที่ 7 สิงหาคมหรือไม่ เพราะกฎหมายฉบับนี้อาจช่วยลดความไม่แน่นอนและเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนสถาบันกลับมาได้บางส่วน แต่หากการพิจารณาถูกเลื่อนออกไป ตลาดคริปโตอาจต้องอยู่กับความไม่ชัดเจนด้านกฎระเบียบไปอีกหลายเดือน ซึ่งคงไม่เป็นผลดีต่อ Bitcoin
ที่มา:coinpost

