bitkub-banner

นักวิจัยเสนอทางรอด กู้คืน Bitcoin หลังถูกควอนตัมโจมตีด้วยวิธีพิสูจน์ตัวตนแบบใหม่

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Project Eleven เสนอแนวคิดใหม่ในการรับมือ Q-Day เปลี่ยนมุมมองจากการพยายามป้องกันกระเป๋าเงิน มาเป็นการสร้างระบบยืนยันสิทธิ์เพื่อกู้คืนสินทรัพย์แทน
  • แนวคิดนี้จะใช้ประโยชน์จากเส้นทางการสืบทอดรหัสของกระเป๋าเงิน เพื่อให้ผู้ใช้สามารถพิสูจน์ได้ว่าตนเองเป็นผู้ควบคุมคีย์หลักที่ใช้สร้าง Private Key
  • ไพ่ตายของระบบนี้คือการที่ คอมพิวเตอร์ควอนตัมจะไม่สามารถคำนวณย้อนกลับเพื่อถอดรหัสได้ ระบบจึงแยกแยะเจ้าของที่แท้จริงออกจากแฮกเกอร์ได้อย่างแม่นยำ

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

ภัยคุกคามจาก Q-Day ที่ควอนตัมคอมพิวเตอร์จะสามารถเจาะเครือข่าย Bitcoin และถอดรหัส Private Keys ได้ อาจมีทางรับมือที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นหลัง Project Eleven ได้เผยคอนเซ็ปต์ใหม่เพื่อใช้ในการกู้คืนสินทรัพย์ โดย ซีอีโอของบริษัทชี้ว่า ปัญหาหลักไม่ใช่การป้องกันก่อนเกิดเหตุ แต่คือการพิสูจน์ความเป็นเจ้าของหลังจากลายเซ็นดิจิทัลเดิมถูกทำลายไปแล้ว นวัตกรรมนี้จึงเลือกใช้ประโยชน์จากเส้นทางการสืบทอดรหัส เพื่อพิสูจน์การครอบครองสินทรัพย์

Q-Day วันแห่งหายนะสำหรับ Bitcoin คือ วิกฤติสุดสยองที่ไม่มีนักลงทุนคนไหนอยากให้มันเกิดขึ้น เพราะวันดังกล่าวคือ วันที่ควอนตัมคอมพิวเตอร์สามารถเจาะเข้าเครือข่ายบิตคอยน์ได้ แต่ตอนนี้ภัยคุกคามจากเหตุการณ์ดังกล่าวอาจไม่ใช่เรื่องน่ากลัวที่ไม่มีทางรับมือได้อีกต่อไปแล้ว

Project Eleven แพลตฟอร์มด้านการรักษาความปลอดภัย ล่าสุดได้เปิดเผยคอนเซ็ปต์ใหม่ว่าการใช้ “ระบบการยืนยันเข้ารหัสหลังควอนตัม” อาจช่วยทำให้ผู้ใช้สามารถกู้คืน Bitcoin ออกมาได้หลังวัน Q-DAy ด้วยการยืนยันความเป็นเจ้าของ แม้ว่าควอนตัมจะสามารถค้นหา Private keys หรือสร้างลายเซ็นดิจิทัลได้แล้วก็ตาม

Alex Pruden ซีอีโอของบริษัท กล่าวว่า ความท้าทายหลักของเครือข่ายในตอนนี้ไม่ใช่การปกป้องกระเป๋าเงินจากการโจมตีของควอนตัม แต่เป็นการพิสูจน์ความเป็นเจ้าของหลังจากถูกโจมตีได้แล้วต่างหาก เนื่องจากสองสิ่งที่สำคัญที่สุดของการยืนยันความเป็นเจ้าของอย่าง Private keys และลายเซ็นดิจิทัลต่างไม่สามารถนำมาใช้อ้างอิงอีกต่อไป และเราจะมีวิธีใดบ้างที่จะยังพิสูจน์ความเป็นเจ้าของ ของกระเป๋าเงิน

สำหรับไอเดียที่พวกเขาเสนอมานั้นจะ ใช้ประโยชน์จาก เส้นทางการสืบทอดรหัสของกระเป๋าเงิน ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถพิสูจน์ได้ว่าตนเองเป็นผู้ควบคุมคีย์หลัก ที่ใช้ในการสร้าง Private keys ของกระเป๋าเงินนั้น ๆ โดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยคีย์หลักดังกล่าวออกมา

ทางบริษัทระบุว่า เนื่องจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมไม่สามารถคำนวณย้อนกลับเพื่อถอดรหัสคีย์หลักนั้นได้ ระบบจึงสามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างเจ้าของที่แท้จริงกับผู้โจมตีได้อย่างแม่นยำ แม้ว่าจะเกิดกรณีที่กุญแจของกระเป๋าเงินนั้นหลุดรอดหรือถูกเจาะระบบไปแล้วก็ตาม

Pruden เปิดเผยว่า ผลงานชิ้นนี้ถูกพัฒนาขึ้นภายใต้ความร่วมมือกับ Jim Posen หัวหน้าทีมดูแลรักษาระบบ Zero-knowledge proof ของ Binius และเป็นการต่อยอดมาจากเทคนิคที่เรียกว่า Signature lifting ซึ่งถูกเสนอขึ้นเป็นครั้งแรกโดยนักวิจัย Alon Sattath และ Robert Wyborski

ทั้งนี้ Project Eleven ได้ให้เงินทุนสนับสนุนแก่ Posen ในการนำแนวทางดังกล่าวไปประยุกต์ใช้กับ Binius ซึ่งเป็นระบบพิสูจน์แบบโอเพนซอร์สที่ถูกออกแบบมาเพื่อเร่งความเร็วในการประมวลผลทางวิทยาการรหัสลับที่ต้องใช้ฟังก์ชันแฮชอย่างหนัก

กลไกการกู้คืนระบบที่ถูกเสนอขึ้นนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับกลุ่มผู้ใช้งานที่พลาดโอกาสในการย้ายข้ามระบบ ไปยังที่อยู่ที่ปลอดภัยจากควอนตัมในอนาคต ซึ่งการเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเร่งความเร็วของความพยายามในการเตรียมความพร้อมให้ Bitcoin สำหรับยุคหลังควอนตัม

Pruden ทิ้งท้ายว่า แม้ว่าตัวเขาจะอยากเห็นคนทั้งโลกหันมาใส่ใจกับแผนการย้ายระบบหนีภัยควอนตัมอย่างจริงจัง แต่ความเป็นจริงแล้ว กระเป๋าเงินสินทรัพย์ดิจิทัลบางส่วนจะพลาดช่วงเวลาสำคัญนี้ไปอยู่ดี ไอเดียของพวกเขาจึงเปรียบเสมือนแผนสำรอง ด้วยการพิสูจน์ความเป็นเจ้าของผ่านการสืบทอดรหัส แทนที่จะใช้ลายเซ็น แม้ว่าเวลาสำหรับการอัปเกรดจะหมดลงไปแล้วก็ตาม

ที่มา : Decrypt


มุมมองผู้เขียน : ไม่แน่ว่าเทคโนโลยีนี้อาจกลายเป็นปราการด่านสุดท้ายที่ทำลายแรงจูงใจของแฮกเกอร์ควอนตัม เพราะต่อให้เจาะลายเซ็นดิจิทัลสำเร็จ แต่ระบบก็ยังเหลือวิธีพิสูจน์ตัวตนขั้นสูงสุดเพื่อยึดอำนาจการควบคุม Bitcoin กลับคืนมาสู่เจ้าของที่แท้จริงได้อยู่ดี