bitkub-banner

CK Fastwork เผยหมดเปลือกไทมไลน์เทขายหุ้นเทคฯ และช้อน Bitcoin ที่ราคาไหน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • CK Fastwork เปิดเผยว่า เขาขายหุ้น Micron ที่ราคา 1,025 ดอลลาร์ ก่อนนำเงินบางส่วนเข้าซื้อ Bitcoin บริเวณ 61,000 ดอลลาร์
  • เขามองว่า CLARITY Act อาจช่วยวางกติกาคริปโตในสหรัฐฯ ให้ชัดเจน และเปิดทางให้บริษัทขนาดใหญ่สร้างระบบชำระเงินบนบล็อกเชนได้มากขึ้น
  • หากการจ่ายเงินด้วย Stablecoin เติบโตจริง ระบบบัตรเครดิต ธนาคาร และผู้ให้บริการ Payment Gateway อาจต้องเร่งปรับตัว เพราะบทบาทของตัวกลางและค่าธรรมเนียมอาจลดลง

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

CK Fastwork เปิดเผยว่า เขาขายหุ้น Micron ที่ราคา 1,025 ดอลลาร์ ก่อนนำเงินบางส่วนเข้าซื้อ Bitcoin บริเวณ 61,000 ดอลลาร์ สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมคริปโตในระยะยาว นอกจากนี้ เขายังได้ให้ความรู้เกี่ยวกับ CLARITY Act ว่าอาจเป็นกฎหมายสำคัญที่ช่วยเปิดทางให้บริษัทใหญ่พัฒนาระบบชำระเงินบนบล็อกเชนได้ชัดเจนขึ้น หากเกิดขึ้นจริง การจ่ายเงินด้วย Stablecoin อย่าง USDC อาจเร็วขึ้น ต้นทุนต่ำลง และลดบทบาทของตัวกลางอย่างธนาคาร Visa, Mastercard และ Payment Gateway ในอนาคต

วันนี้ (30 ก.ค.) ซีเค เจิง หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ ‘CK Fastwork’ อินฟลูเอนเซอร์และผู้ประกอบการชื่อดัง ได้ย้ำเตือนถึงไทมไลน์ในพอร์ตการลงทุนของเขาอีกครั้ง  ว่า เขาได้ขายหุ้น Micron บริษัทผู้ผลิตชิปหน่วยความจำรายใหญ่ของสหรัฐฯ ไปที่ราคา 1,025 ดอลลาร์ ก่อนนำเงินบางส่วนเข้าซื้อ Bitcoin บริเวณราคา 61,000 ดอลลาร์ พร้อมแชร์โพสต์เก่าเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. ที่ผ่านมา

การปรับพอร์ตการลงทุนในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงมุมมองเชิงบวกที่เขามีต่ออนาคตของตลาดคริปโทเคอร์เรนซี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำเทคโนโลยีบล็อกเชนมาประยุกต์ใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำหรับระบบชำระเงิน  ซึ่งเขามองว่าจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เข้ามาพลิกโฉมวิธีการรับ-ส่งเงินในระบบการเงินแบบดั้งเดิม

ที่มา: FB/CK Choeng,CPA

ก่อนหน้านี้ไม่นาน CK ได้แสดงความคิดเห็นถึง ร่างกฎหมาย CLARITY Act ซึ่งเป็นร่างกฎหมายของสหรัฐอเมริกาที่มุ่งเน้นการจัดระเบียบและแบ่งแยกอำนาจการกำกับดูแลสินทรัพย์ดิจิทัลให้มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น โดยเขามองว่ากฎหมายฉบับนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่ชี้ชะตาอุตสาหกรรม Crypto Payment 

เขาอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า อุปสรรคหลักของการชำระเงินผ่านบล็อกเชนในปัจจุบันไม่ได้อยู่ที่ข้อจำกัดทางเทคโนโลยี เพราะระบบสามารถทำงานได้จริงและมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว 

แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ “ความคลุมเครือทางกฎหมาย” โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า องค์กรใดบ้างที่มีสิทธิ์สร้างและให้บริการโครงสร้างพื้นฐานที่ใช้ส่งผ่านเงินระหว่างผู้จ่ายกับผู้รับได้อย่างถูกต้องและได้รับการรับรอง 

หากนำไปเปรียบเทียบกับระบบบัตรเครดิตทั่วไป การทำธุรกรรมแต่ละครั้งจะต้องผ่านตัวกลางหลายทอด ตั้งแต่เครือข่ายบัตร (เช่น Visa, Mastercard) ธนาคารผู้ออกบัตร ธนาคารฝั่งร้านค้า ไปจนถึงผู้ให้บริการเชื่อมต่อระบบรับชำระเงินออนไลน์ (Payment Gateway) 

ซึ่งทุกขั้นตอนล้วนมีการหักส่วนแบ่งค่าธรรมเนียม ในทางกลับกัน หากเปลี่ยนมาใช้เหรียญ Stablecoin  อย่าง USDC ทำธุรกรรมผ่านเครือข่ายบล็อกเชน เงินจะถูกส่งตรงถึงมือผู้รับได้อย่างรวดเร็วขึ้น มีตัวกลางน้อยลง และสามารถดำเนินการได้ 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์โดยไม่ต้องพึ่งพาเวลาทำการของธนาคาร 

ในมุมมองของ CK หากร่างกฎหมาย CLARITY Act ช่วยปลดล็อกความชัดเจนทางข้อกฎหมายในจุดนี้ได้ บริษัทคริปโทฯ ชั้นนำอย่าง Coinbase ตลอดจนสถาบันการเงินขนาดใหญ่ จะมีความมั่นใจในการลงทุนและพัฒนา Blockchain Payment Rail มากยิ่งขึ้น 

การผ่านร่างกฏหมายดังกล่าว จะสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อระบบชำระเงินดั้งเดิม ทั้งในแง่ของการบีบให้ค่าธรรมเนียมถูกลงและการลดบทบาทของคนกลาง ส่งผลให้กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุดอย่าง Visa, Mastercard, ธนาคารพาณิชย์ และผู้ให้บริการ Payment Gateway ต้องเร่งปรับตัว 

ซึ่งในปัจจุบันเราเริ่มเห็นผู้ให้บริการหลายรายหันมาพัฒนาเทคโนโลยีที่เชื่อมต่อกับ Stablecoin และบล็อกเชนกันบ้างแล้ว เพื่อรองรับรูปแบบการโอนเงินที่รวดเร็วและมีต้นทุนต่ำกว่าเดิม 

ในขณะที่รายงาน Bitcoin มีการซื้อขายอยู่ที่ 63,922 ดอลลาร์ ลดลง 0.66% ตลอดช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา ตามข้อมูลจาก CoinMarketCap


มุมมองผู้เขียน: การขายหุ้นเทคฯ แล้วโยกเงินบางส่วนเข้าซื้อ Bitcoin ของ CK ไม่ได้หมายความว่า Bitcoin จะพุ่งขึ้นในทันที แต่สะท้อนว่า นักลงทุนบางส่วนเริ่มมองราคาที่ลดลงเป็นโอกาสในการลงทุน มากกว่าจะมองเป็นสัญญาณให้ถอยหนี