สรุปข่าว
- จำนวนที่อยู่กระเป๋า Bitcoin ที่เคลื่อนไหวรายวันพุ่งแตะ 967,546 บัญชีเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม สูงสุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2024 สูงกว่าค่าเฉลี่ยเดือนกรกฎาคมถึง 54%
- ต้นเหตุมาจากช่องโหว่ในระบบเฟิร์มแวร์ของกระเป๋าฮาร์ดแวร์ Coldcard หลายรุ่น ซึ่งส่งผลให้การสุ่มรหัสผ่าน (Seed) มีความปลอดภัยต่ำกว่ามาตรฐาน
- ผู้ใช้งานหลายรายต้องรีบเร่งโอนย้ายเหรียญออกไปเพื่อความปลอดภัยและเลี่ยงความเสี่ยงถูกแฮก
แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา: Neutral
แม้ตัวเลขความเสียหายจะดูน่าตกใจและกดดันความรู้สึกของนักลงทุนในระยะสั้น แต่ Glassnode เองก็ระบุชัดว่านี่คือปฏิกิริยาด้านความปลอดภัยของผู้ถือครอง ไม่ใช่สัญญาณการเปลี่ยนทิศทางความเชื่อมั่นของตลาดในภาพรวม ปริมาณเหรียญที่ไหลเข้ากระดานเทรดก็เพิ่มขึ้นเพียงหลักหมื่น BTC และเริ่มลดลงแล้ว จึงยังไม่มีน้ำหนักมากพอที่จะกดราคาในระยะยาว
จำนวนที่อยู่กระเป๋าเงิน Bitcoin (BTC) ที่เคลื่อนไหว พุ่งขึ้นไปแตะระดับประมาณ 9.8 แสนบัญชีต่อวัน เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม ซึ่งนับเป็นตัวเลขรายวันที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนธันวาคม 2024 หลังจากผู้โจมตีเริ่มทำการกวาดเงินออกจากกระเป๋าที่สร้างผ่านเฟิร์มแวร์ที่มีช่องโหว่ของกระเป๋าฮาร์ดแวร์แบรนด์ Coldcard ส่งผลให้ผู้ใช้งานต้องเร่งย้ายเหรียญไปยังกระเป๋าอื่น
ทางบริษัทวิเคราะห์ Glassnode ได้เปิดเผยสถิตินี้ เมื่อวันที่ 6 สิงหาคม พร้อมเรียกการพุ่งขึ้นนี้ว่า “กิจกรรมบนบล็อกเชนที่เกิดจากความตื่นกลัว” โดยระบุเสริมว่า “การที่ผู้ถือครองเหรียญทำการย้าย Seed Phrase และโอนเงินไปยังระบบดูแลรักษาสินทรัพย์อื่น สะท้อนถึงการตอบสนองด้านความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน ไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงในแง่ความเชื่อมั่นของตลาด”
นอกจากนี้ ข้อมูลจาก Coin Metrics ได้บันทึกจำนวน ที่อยู่กระเป๋าเงิน Bitcoin (BTC) ที่เคลื่อนไหว ในวันดังกล่าวได้ที่ 967,546 บัญชี ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของเดือนกรกฎาคม ที่ 627,061 บัญชี ถึง 54% โดยสถิติที่สูงกว่านี้ เคยเกิดขึ้นครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2024 ที่ระดับ 985,635 บัญชี
เหรียญถูกโอนเข้ากระเป๋าแลกเปลี่ยนพุ่ง ยอดความเสียหายทะลุ 100 ล้านดอลลาร์
Coin Metrics ระบุว่า ปริมาณ Bitcoin ที่ถูกถือครองอยู่บนกระดานซื้อขายพุ่งขึ้นจาก 2,654,863 BTC ในวันที่ 29 กรกฎาคม ไปเป็น 2,676,998 BTC ในวันที่ 3 สิงหาคม เพิ่มขึ้น 22,135 BTC หรือ 0.83% ก่อนจะทยอยลดลงเหลือ 2,667,058 BTC ในวันที่ 5 สิงหาคม ซึ่งหมายความว่า ยังมีเหรียญค้างอยู่บนกระดานเทรดราว 12,200 BTC
อย่างไรก็ตาม จำนวนธุรกรรมรวมบนเครือข่ายกลับชะลอตัวลงสวนทาง โดยเมื่อวันที่ 31 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีการทำธุรกรรมจริงอยู่ที่ 607,581 รายการ
ซึ่งถือว่าร่วงลงมาต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งเดือนกรกฎาคมที่เคยอยู่ที่ 656,321 รายการ
สำหรับรายละเอียดความเสียหาย ทาง Coinkite บริษัทผู้พัฒนากระเป๋า Coldcard จากแคนาดา ได้ออกมายอมรับว่า รหัส Seed Phase ที่ถูกสร้างขึ้นบนเฟิร์มแวร์รุ่นเก่าอย่าง Mk2 และ Mk3 (เวอร์ชัน 4.0.1 ถึง 4.1.9) รวมถึงอุปกรณ์รุ่น Mk4, Mk5 และ Q มีระบบสุ่มรหัสที่หละหลวมและอ่อนแอ
โดยให้ค่าความสุ่มซับซ้อนเพียง 72 บิต จากมาตรฐานปกติที่ควรจะเป็น 128 บิต ซึ่งล่าสุดทาง Coinkite ได้ปล่อยเฟิร์มแวร์เวอร์ชันใหม่เข้ามาอัปเดต เวอร์ชัน 4.2.0 สำหรับ Mk2/Mk3, เวอร์ชัน 5.6.0 สำหรับ Mk4/Mk5 และ 1.5.0Q สำหรับ Q เพื่อแก้ไขปัญหานี้เรียบร้อยแล้ว
ข้อควรระวังเชิงเทคนิค และแนวทางแก้ไขสำหรับผู้ใช้งาน
จุดที่น่าสนใจคือ หากใครใช้วิธีทอดลูกเต๋าเองอย่างน้อย 50 ครั้งในการสร้าง Seed Code ก็จะได้รับความปลอดภัยและสุ่มรหัสที่หนาแน่นเพียงพอโดยไม่ต้องพึ่งระบบของเครื่อง
ยิ่งไปกว่านั้น การตั้งรหัสผ่านเสริม (BIP-39 Passphrase) ที่เดายาก ก็จะช่วยยึดความปลอดภัยไว้อีกชั้น จนแฮกเกอร์ถอดรหัสได้ยากมาก
อย่างไรก็ตาม ทาง Coinkite เตือนว่า รหัสผ่านเสริมเหล่านี้ “ไม่ได้ช่วยซ่อมแซม Seed เดิม ที่เคยที่ได้รับผลกระทบไปแล้ว” และต่อให้เราอัปเดตเฟิร์มแวร์ตัวใหม่ ก็ไม่สามารถกลับไปแก้ไข Seed เก่าได้อยู่ดี ดังนั้น ทางเดียวที่ปลอดภัยที่สุดคือ ต้องโอนย้ายเงินทั้งหมดออกไปสร้างกระเป๋าใหม่
ที่มา : cryptopotato
มุมมองผู้เขียน : เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า ความปลอดภัยของสินทรัพย์ดิจิทัลไม่ได้ขึ้นอยู่กับตัวบล็อกเชนเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงคุณภาพของอุปกรณ์และเฟิร์มแวร์ที่ผู้ใช้เลือกใช้ด้วย

