สรุปข่าว
- Michael Saylor ประธานบริหารของ Strategy ระบุว่า หลัง BIP-110 เข้าสู่ช่วง Mandatory Signaling เครือข่ายหลักของ Bitcoin ยังคงครอง Hashpower ถึง 99.85% ขณะที่เครือข่าย BIP-110 มีเพียง 0.15% เท่านั้น
- ภายในช่วง 8 ชั่วโมงแรก เครือข่าย BIP-110 ขุดได้เพียง 2 บล็อก ขณะที่เครือข่ายหลักขุดไปแล้ว 48 บล็อก ทำให้ความเร็วในการสร้างบล็อกแตกต่างกันอย่างมาก
- ด้วย Hashpower ที่ต่ำมาก Saylor ประเมินว่าเครือข่าย BIP-110 อาจต้องใช้เวลานานถึง 25 ปีในการขุดครบ 2,016 บล็อกเพื่อปรับ Difficulty ครั้งแรก ขณะที่ Bitcoin เครือข่ายหลักใช้เวลาประมาณ 14 วัน
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral
BIP-110 ยังไม่ได้สร้างความเสี่ยงโดยตรงต่อ Bitcoin เครือข่ายหลัก เนื่องจาก Hashpower และการสนับสนุนจากนักขุดมีน้อยมาก เหตุการณ์นี้จึงเป็นประเด็นด้านการพัฒนาและฉันทามติของเครือข่ายมากกว่าจะเป็นปัจจัยที่กระทบราคา Bitcoin โดยตรง
ความพยายามแยกเครือข่าย Bitcoin ตามข้อเสนอ BIP-110 กำลังเผชิญกับแรงต้านอย่างหนัก หลัง Michael Saylor ประธานบริหารของ Strategy เปิดเผยว่าเครือข่ายหลักของ Bitcoin ยังคงครอง Hashpower ถึง 99.85% ขณะที่เครือข่าย BIP-110 มีเพียง 0.15% เท่านั้น ทำให้เครือข่ายที่แยกออกมาสร้างบล็อกได้ช้ามาก และแทบไม่มีคนใช้งานเมื่อเทียบกับเครือข่ายหลัก
BIP-110 คืออะไร?
The Motley Fool อธิบายว่า BIP-110 เป็นข้อเสนอเปลี่ยนแปลงกฎของ Bitcoin ที่ต้องการจำกัดข้อมูลประเภทที่ไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับธุรกรรมทางการเงิน เช่น Inscriptions และ Runes ซึ่งผู้สนับสนุนมองว่าข้อมูลเหล่านี้ทำให้ Blockchain มีขนาดใหญ่ขึ้นและเพิ่มภาระให้กับผู้ดูแล Node
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอนี้ไม่ได้รับการสนับสนุนจากนักขุดในวงกว้าง โดย CoinDesk รายงานว่าสัดส่วน Hashpower ที่ส่งสัญญาณสนับสนุน BIP-110 ไม่เคยเกิน 2.5% ในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ 55% ที่กำหนดไว้อย่างมาก
เครือข่าย BIP-110 มี Hashpower เพียง 0.15%
หลังเข้าสู่ช่วง Mandatory Signaling สถานการณ์ยิ่งเห็นความแตกต่างชัดเจนขึ้น โดย Blockonomi รายงานว่าในช่วงประมาณ 8 ชั่วโมง เครือข่าย BIP-110 สามารถขุดได้เพียง 2 บล็อก ขณะที่เครือข่ายหลักของ Bitcoin ขุดได้ถึง 48 บล็อก
เมื่อ Hashpower แตกต่างกันถึงระดับนี้ เครือข่าย BIP-110 จึงสร้างบล็อกได้ช้ากว่าเครือข่ายหลักอย่างมาก และยิ่งเวลาผ่านไปช่องว่างของจำนวนบล็อกก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
Saylor ระบุว่าด้วย Hashpower เพียง 0.15% เครือข่ายดังกล่าวอาจต้องใช้เวลาประมาณ 25 ปี ในการขุดครบ 2,016 บล็อก ซึ่งเป็นจำนวนบล็อกที่ต้องใช้ก่อนเข้าสู่การปรับ Difficulty ครั้งแรก ขณะที่ Bitcoin เครือข่ายหลักสามารถผ่านรอบ 2,016 บล็อกได้ประมาณทุก 14 วัน
Saylor มอง BIP-110 ขาดการสนับสนุนที่เพียงพอ
Cryptonews รายงานว่า Saylor เคยออกมาเรียกร้องให้ผู้สนับสนุน BIP-110 หยุดผลักดันข้อเสนอดังกล่าว โดยให้เหตุผลว่าการเปลี่ยนแปลงกฎระดับ Consensus จำเป็นต้องได้รับการยอมรับจากผู้มีส่วนร่วมในระบบอย่างกว้างขวาง ไม่ใช่เพียงกลุ่มนักขุดหรือผู้พัฒนาบางส่วน
ก่อนหน้านี้ Saylor ยังตรวจสอบข้อมูลการส่งสัญญาณและระบุว่าการสนับสนุนส่วนใหญ่เชื่อมโยงกับนักขุดที่ใช้ DATUM และ OCEAN Pool ขณะที่ไม่มีสัญญาณสนับสนุนจากระบบอื่นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งเป็นเหตุผลที่เขามองว่า BIP-110 ยังขาดฉันทามติจากเครือข่ายโดยรวม
นอกจากนี้ Cryptonews รายงานว่า Saylor มองว่านักลงทุนสถาบันและผู้ให้บริการ Bitcoin รายใหญ่ เช่น Spot Bitcoin ETF และ Strategy อาจไม่ได้ยอมรับเหรียญที่เกิดจากเครือข่ายส่วนน้อยโดยอัตโนมัติ เพราะยังมีข้อจำกัดด้านการดูแลสินทรัพย์และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง
ผู้เขียนมองว่า BIP-110 ในตอนนี้ยังเป็นประเด็นด้านการพัฒนาและฉันทามติของ Bitcoin มากกว่าจะเป็นความเสี่ยงต่อราคา เพราะสัดส่วน Hashpower ของเครือข่ายดังกล่าวต่ำมากจนแทบไม่มีผลต่อการทำงานของเครือข่ายหลัก สิ่งที่น่าสนใจคือเหตุการณ์นี้สะท้อนธรรมชาติของ Bitcoin ได้ค่อนข้างชัดเจนว่า การเปลี่ยนแปลงกฎของเครือข่ายไม่สามารถเกิดขึ้นได้เพียงเพราะมีผู้พัฒนาหรือกลุ่มนักขุดบางส่วนสนับสนุน แต่ต้องได้รับการยอมรับจากระบบโดยรวมก่อนจึงจะมีโอกาสกลายเป็นมาตรฐานของเครือข่าย
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
- Blockonomi — BIP-110 Fork Produces Only Two Blocks as Bitcoin Split Quickly Stalls
- CoinDesk — Bitcoin’s BIP-110 Enters Mandatory Signaling With Less Than 3% Miner Support
- The Motley Fool — Strategy’s Michael Saylor Is Making a Strong Case Against a Proposed New Bitcoin Upgrade
- Cryptonews — Bitcoin Nears Chain Split as BIP-110 Rebels Defy Global Hashpower
- Cryptonews — Michael Saylor Says BIP-110 Lacks Miner Consensus
- ChainCatcher — Michael Saylor: BIP110 Has Failed to Gain Widespread Support

