สรุปข่าว
- World Liberty Financial (WLF) โปรเจกต์คริปโตที่เชื่อมโยงกับตระกูล Trump ได้รับการอนุมัติเบื้องต้นแบบมีเงื่อนไข จาก OCC ให้จัดตั้งธนาคารระดับชาติในสหรัฐฯ
- ธนาคารใหม่นี้จะถูกใช้ชื่อว่า World Liberty Trust จะเน้นออกและดูแลทุนสำรองของ Stablecoin USD1 รวมถึงให้บริการดูแลสินทรัพย์และการแปลงสินทรัพย์แต่ยังไม่สามารถรับฝากเงินหรือปล่อยกู้แบบธนาคารทั่วไปได้
- USD1 มีมูลค่าตลาดหมุนเวียนมากกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์ แล้วทำให้การได้รับการแต่งตั่งครั้งนี้อาจเป็นก้าวสำคัญในการเชื่อม Stablecoin เข้ากับระบบการเงินแบบดั้งเดิม
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา : Bullish
ข่าวนี้ถือเป็นข่าวเชิงบวกต่อภาพรวมตลาด Stablecoin และการยอมรับสินทรัพย์ดิจิทัลในระบบการเงินสหรัฐฯ เพราะ WLF จะสามารถดำเนินธุรกิจ Stablecoin ภายใต้กรอบกำกับดูแลระดับรัฐบาลกลางได้โดยตรง อย่างไรก็ตาม อาจไม่มีใดผลใด ๆ ต่อราคา BTC และ ETH โดยตรงอาจไม่มากนัก เนื่องจากการอนุมัติมุ่งไปที่โครงสร้างพื้นฐานของ USD1 มากกว่าการลงทุนในคริปโตโดยตรง
World Liberty Financial ได้ไฟเขียวจาก OCC
World Liberty Financial (WLF) บริษัทคริปโตที่มีความเชื่อมโยงกับครอบครัวของประธานาธิบดี Donald Trump ได้รับการอนุมัติแบบมีเงื่อนไขจากสำนักงานผู้ควบคุมเงินตราสหรัฐฯ (OCC) ให้จัดตั้ง World Liberty Trust ซึ่งเป็นธนาคารทรัสต์แห่งชาติสหรัฐฯโดยการอนุมัติครั้งนี้เปิดทางให้บริษัทสามารถดำเนินธุรกิจด้าน Stablecoin และสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้การกำกับดูแลของรัฐบาลกลางได้
อย่างไรก็ตาม จุดสำคัญคือ นี่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์เต็มรูปแบบ โดยธนาคารทรัสต์แห่งชาติสหรัฐฯนั้นจะไม่สามารถรับเงินฝากหรือปล่อยสินเชื่อแบบธนาคารทั่วไปได้ แต่จะมุ่งเน้นไปที่การดูแลสินทรัพย์, การออกและบริหาร Stablecoin รวมถึงบริการดูแลสินทรัพย์และการแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นหลัก

เป้าหมายหลักคือ “USD1”
หัวใจสำคัญของการขอจัดตั้งการเป็นธนาคารครั้งนี้คือ USD1 Stablecoin ที่ออกโดย World Liberty Financial ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่าหมุนเวียนมากกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์ และก้าวขึ้นมาเป็นหนึ่งใน Stablecoin ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในตลาด

เดิม WLF ยื่นคำขอตั้งตัวเป็นธนาคารทรัสต์แห่งชาติต่อ OCC ตั้งแต่เดือนมกราคม 2026 โดยระบุว่าธนาคารดังกล่าวจะถูกสร้างขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับการออกและดูแล USD1 รวมถึงให้บริการแก่ลูกค้าสถาบัน เช่นเว็บเทรด, ผู้ดูแลสภาพคล่องและบริษัทด้านการลงทุน
หากผ่านเงื่อนไขทั้งหมด World Liberty Trust จะสามารถนำกระบวนการ ออก Stablecoin, รับคืน USD1, ดูแลทุนสำรองและให้บริการ ดูแลสินทรัพย์มัดรวมมาอยู่ภายใต้หน่วยงานเดียว ซึ่งจะช่วยลดการพึ่งพาผู้ให้บริการภายนอก
ก้าวสำคัญของ Stablecoin ในระบบการเงินสหรัฐฯ
การอนุมัติครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ กำลังสร้างกรอบกำกับดูแล Stablecoin อย่างจริงจังผ่าน GENIUS Act ซึ่งกำหนดมาตรฐานเกี่ยวกับผู้ออก Stablecoin และสินทรัพย์สำรอง
ก่อนหน้านี้บริษัทคริปโตและ Fintech รายอื่นก็เริ่มเดินหน้าเข้าสู่ระบบธนาคารระดับรัฐบาลกลางเช่นกัน โดย OCC มีรายการคำขอจัดตั้งธนาคารทรัสต์แห่งชาติจากบริษัทด้านสินทรัพย์ดิจิทัลหลายราย รวมถึง World Liberty Trust เองก็เช่นกันที่ยื่นคำขอเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2026
ดังนั้น การอนุมัติ WLF จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของบริษัทที่เชื่อมโยงกับ Trump เท่านั้น แต่ยังสะท้อนแนวโน้มที่ Stablecoin กำลังถูกนำเข้าไปอยู่ภายใต้โครงสร้างทางการเงินแบบดั้งเดิมมากขึ้น
ประเด็นที่ยังต้องจับตา “ผลประโยชน์ทับซ้อน”
แม้จะเป็นข่าวดีสำหรับ WLF แต่การอนุมัติครั้งนี้ก็ไม่ได้ปราศจากข้อถกเถียง เพราะความสัมพันธ์ระหว่างบริษัทกับครอบครัว Trump ทำให้เกิดคำถามเรื่อง “ผลประโยชน์ทับซ้อน”
ก่อนหน้านี้วุฒิสมาชิก Elizabeth Warren และฝ่ายนิติบัญญัติจากฝั่งพรรค Democrats ได้ออกมาเรียกร้องให้มีการตรวจสอบกระบวนการอนุมัติอย่างละเอียด โดยเฉพาะโครงสร้างผู้ถือหุ้นและความสัมพันธ์ระหว่างผลประโยชน์ทางธุรกิจของครอบครัว Trump กับหน่วยงานกำกับดูแลของรัฐบาล
OCC ระบุว่าการอนุมัติอยู่ภายใต้กระบวนการกำกับดูแลตามปกติ และ WLF ยังต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขด้านเงินทุน สภาพคล่อง การตรวจสอบบัญชี และข้อกำหนดอื่น ๆ ก่อนที่จะสามารถเริ่มดำเนินงานได้อย่างเต็มรูปแบบ
การได้รับไฟเขียวจาก OCC ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของ World Liberty Financial ในการนำ USD1 เข้าไปอยู่ภายใต้โครงสร้างการเงินของสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ และอาจช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับ Stablecoin ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
ส่วนตัวมองว่าสิ่งที่น่าสนใจกว่าข่าวการได้การอนุมัติแต่งตั้งคือสิ่งที่จะเกิดขึ้นกับ USD1 หลังจากนี้ เพราะเมื่อการออกและบริหาร Stablecoin สามารถดำเนินการภายใต้ธนาคารทรัสต์ได้ WLF จะมีโครงสร้างที่พร้อมรองรับการขยายตัวในระดับสถาบันมากขึ้น หาก USD1 สามารถเติบโตต่อจากระดับกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์ไปสู่หลักหมื่นล้านดอลลาร์ได้จริง เรื่องนี้อาจกลายเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างสำคัญว่า Stablecoin กำลังค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบการเงินกระแสหลัก
ที่มา: Reuters, Financial Times, OCC

