bitkub-banner

CEO Solana Policy Institute ชี้ Clarity Act มีโอกาสผ่านสภาฯ แค่ 10% ก่อนเลือกตั้ง 

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Miller Whitehouse-Levin ซีอีโอ Solana Policy Institute ประเมินว่าร่างกฎหมาย Clarity Act มีโอกาสผ่านสภาก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมเดือนพฤศจิกายนเพียง 10% เท่านั้น ซึ่งต่ำกว่าตลาดทำนายผลอย่าง Polymarket และ Kalshi ที่มองไว้ 21-23%
  • สถาบันการเงินดั้งเดิม ออกโรงคัดค้าน ทั้งฝั่งธนาคารที่ไม่เห็นด้วยกับกฎเรื่องผลตอบแทนของ Stablecoin และบริษัทหลักทรัพย์ที่กังวลผลกระทบต่อรายได้ธุรกิจตัวเอง
  • วันที่ 15 กันยายนจะเป็นจุดพิสูจน์สำคัญ เมื่อร่างกฎหมายต้องได้เสียงสนับสนุนอย่างน้อย 60 เสียงในวุฒิสภา เพื่อเปิดทางให้เข้าสู่กระบวนการพิจารณาต่อ

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา:  Bearish

ข่าวนี้เป็นความเคลื่อนไหวเชิงกระบวนการนิติบัญญัติ ไม่ใช่เหตุการณ์ที่จะกระทบราคาสินทรัพย์ดิจิทัลในทันที แต่การที่โอกาสผ่านร่างกฎหมายลดลงต่อเนื่อง สะท้อนความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบที่ยืดเยื้อออกไปอีก ซึ่งอาจกดดันความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันในระยะสั้น กว่าจะเป็นปัจจัยบวกที่ผลักดันราคาได้อย่างชัดเจน

Miller Whitehouse-Levin ซีอีโอของสถาบันนโยบาย Solana (Solana Policy Institute) ได้ให้สัมภาษณ์ โดยประเมินว่า ร่างกฎหมาย Clarity Act มีโอกาสผ่านการอนุมัติ ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในเดือนพฤศจิกายน เพียงแค่ “10%” เท่านั้น 

ร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นร่างกฎหมายโครงสร้างตลาด ที่มีเป้าหมายเพื่อสร้างความชัดเจนด้านเขตอำนาจการกำกับดูแลสินทรัพย์คริปโตเคอเรนซี ระหว่างสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (SEC) และสำนักงานคณะกรรมการการค้าสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสินค้าเกษตร (CFTC) ของสหรัฐฯ 

โดย Miller Whitehouse-Levin ชี้ว่า แม้ทางวุฒิสภาจะใช้เวลาหารือในเรื่องนี้มานานกว่าหนึ่งปี แต่ปัจจุบันกลับต้องหยุดชะงักลง ในช่วงหยุดพักภาคฤดูร้อนเดือนสิงหาคม และเมื่อการประชุมสภาใกล้วาระสิ้นสุดลง การผลักดันร่างกฎหมายก็ยิ่งยากขึ้นเรื่อย ๆ 

มุมมองของ Miller Whitehouse-Levin มีความระมัดระวังมากกว่า เมื่อเทียบกับตลาดทำนายผลอย่าง Polymarket ที่มองโอกาสไว้ที่ 21% และ Kalshi มองโอกาสอยู่ที่ 23% ซึ่งตัวเลขของทั้งสองแพลตฟอร์มนี้ ต่างปรับตัวลดลงมาอย่างมาก จากที่เคยสูงถึงระดับ 50% เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้า

สมรภูมิที่สถาบันการเงินยักษ์ใหญ่เข้ามาร่วมวง 

Miller Whitehouse-Levin อธิบายเสริมว่า อนาคตของร่างกฎหมายฉบับนี้เริ่มเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เนื่องจากสถาบันการเงินยักษ์ใหญ่แบบดั้งเดิมเริ่มเข้ามามีส่วนร่วมและคัดค้าน 

โดยฝั่งธนาคารได้แสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับกฎเกณฑ์เรื่องการจ่ายผลตอบแทนของ Stablecoin ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์และตลาดอนุพันธ์ก็กังวลว่า จะกระทบต่อรายได้และโมเดลธุรกิจของตน 

หากร่างกฎหมายฉบับนี้ต้องล้มเหลว ไปจริงๆ ก็จะทำให้ความทุ่มเทของฝ่ายนิติบัญญัติที่ซุ่มทำงานมานานกว่าหนึ่งปีต้องสูญเปล่า ซึ่งคิดเป็นต้นทุนทางโอกาสมหาศาลจากการทำงานนับหมื่นชั่วโมงเลยทีเดียว

นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังบีบให้หน่วยงานกำกับดูแลอย่าง SEC และ CFTC จำเป็นต้องเร่งออกมาตรการ และออกกฎระเบียบที่อิสระของตนเองในระหว่างที่สภาคองเกรสยังคงล่าช้า

หมุดหมายสำคัญในวันที่ 15 กันยายน

Stuart Alderoty ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกฎหมาย (CLO) ของ Ripple มองว่า แม้ความร่วมมือระหว่าง SEC และ CFTC ในการออกกฎระเบียบชั่วคราวจะเป็นเรื่องที่ดี แต่การออกเป็น “กฎหมาย” ก็ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญสูงสุด เพราะมีความยั่งยืนกว่า 

พร้อมเตือนว่า หากสหรัฐฯ ขาดกรอบกฎหมายที่ชัดเจน บริษัทด้านคริปโตอาจตัดสินใจย้ายฐานการดำเนินงานไปยังต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้สหรัฐฯ สูญเสียทั้งตำแหน่งงาน การลงทุน และนวัตกรรม โดยอ้างอิงข้อมูลจากสมาคมคริปโตเคอเรนซีแห่งชาติ (NCA) ที่ระบุว่า อุตสาหกรรมคริปโตในสหรัฐฯ มีการจ้างงานสูงถึง 232,000 ตำแหน่ง และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 5.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ วุฒิสภาฝั่งรีพับลิกันได้ตัดสินใจเลื่อนการลงมติต่อร่างกฎหมายออกไปเป็นช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์/กันยายน ซึ่ง Stuart Alderoty  ชี้ว่า วันที่ 15 กันยายน จะเป็นแบบทดสอบและจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อการอภิปรายถูกยกเข้าสู่วาระของที่ประชุมใหญ่วุฒิสภา ซึ่งจำเป็นต้องได้คะแนนเสียงอย่างน้อย 60 เสียง จากทั้งหมด เพื่อเปิดทางให้เริ่มกระบวนการพิจารณา และจะเป็นตัวพิสูจน์ว่าร่างกฎหมายฉบับนี้จะสามารถเดินหน้าต่อไปได้หรือไม่

ที่มา : coinpost


มุมมองผู้เขียน : วันที่ 15 กันยายนจะเป็นตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดว่าร่างกฎหมายนี้จะได้ไปต่ออยู่หรือไม่ หากไม่สามารถรวบรวมเสียง 60 เสียงได้ตามที่กำหนด โอกาสที่ Clarity Act จะถูกดันไปพิจารณาใหม่ในสมัยประชุมหน้าก็มีสูงมาก ซึ่งจะทำให้ความชัดเจนด้านกฎระเบียบของสหรัฐฯ ต้องยืดเยื้อออกไปอีก