สรุปข่าว
- กระแสไวรัลบนโลกออนไลน์ที่อ้างว่าสามารถสุ่มเดาคำกู้คืน 24 คำเพื่อเข้าถึงขุมทรัพย์ Bitcoin ของ Satoshi Nakamoto มูลค่ากว่าเจ็ดหมื่นล้านดอลลาร์ได้ถูกผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคออกมาปฏิเสธเนื่องจากในทางคณิตศาสตร์ต้องใช้เวลานานกว่าอายุของจักรวาลหลายเท่า
- ความเข้าใจผิดที่สำคัญคือกระเป๋าเงินของ Satoshi ไม่ได้ถูกสร้างด้วยระบบคำกู้คืน BIP-39 แบบยุคปัจจุบัน แต่เหรียญกว่า 1.096 ล้าน BTC ถูกกระจายอยู่บนที่อยู่แบบโบราณมากกว่า 22,000 กระเป๋าแยกจากกันซึ่งหมายความว่าการโจรกรรมจะต้องเจาะระบบทีละกระเป๋า
- ผู้เชี่ยวชาญระดับตำนานอย่าง Adam Back ยังได้หยิบยกประเด็นนี้มาสนับสนุนการใช้งานอุปกรณ์จัดเก็บสินทรัพย์ดิจิทัลแบบ Bitcoin-Only เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทางเทคโนโลยีจากการรองรับเหรียญทางเลือกอื่นที่อาจลดทอนมาตรฐานความปลอดภัย
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
เนื่องจากเป็นบทวิเคราะห์เชิงเทคนิคและความปลอดภัยด้านการเข้ารหัสของบล็อกเชนที่ช่วยยืนยันความแข็งแกร่งของระบบ แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพคล่องหรือแรงซื้อขายในตลาดระยะสั้น
ยอดคงเหลือในกระเป๋าเงินของ Satoshi Nakamoto ผู้สร้าง Bitcoin ได้กลับมาเป็นจุดสนใจของชุมชนคริปโตทั่วโลกอีกครั้ง หลังจากมีข้อความไวรัลบนแพลตฟอร์ม X ที่อ้างว่าขุมทรัพย์มหาศาลนี้อาจถูกยึดครองได้ง่ายๆ เพียงแค่การสุ่มเดา Private Key ข้อมูลจาก Arkham Intelligence ระบุว่ากระเป๋าเงินของผู้พัฒนาที่ไม่เปิดเผยตัวตนรายนี้ถือครอง Bitcoin อยู่ประมาณ 1.096 ล้าน BTC ซึ่งคิดเป็นมูลค่าสูงถึงประมาณ 7.043 หมื่นล้านดอลลาร์ ที่ระดับราคา 64,245 ดอลลาร์ ทำให้เกิดการถกเถียงกันในหมู่ผู้ใช้งานทั่วไปว่าการคว้าเงินระดับหมื่นล้านดอลลาร์เพียงแค่เดาคำศัพท์ 24 คำให้ถูกต้องนั้นเป็นโอกาสที่ดูน่าดึงดูดอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม กลุ่มผู้เชี่ยวชาญทางเทคนิคได้ออกมาระงับกระแสข่าวดังกล่าวทันที โดยนักวิจัยชี้ให้เห็นว่าแม้จะใช้พลังการประมวลผลของคอมพิวเตอร์ที่สามารถสร้างชุดค่าผสมได้ถึงหนึ่งล้านล้านรูปแบบต่อวินาที การจะค้นพบชุดคำกู้คืน 24 คำที่เจาะจงด้วยความน่าจะเป็นที่ 50% ยังคงต้องใช้เวลานานถึงประมาณ 1.8 Octodecillion ปี ซึ่งตัวเลขนี้ยาวนานกว่าอายุของจักรวาลที่ประเมินไว้ 1.38 หมื่นล้านปีอย่างมหาศาล ส่งผลให้การป้องกันทางคณิตศาสตร์และการเข้ารหัสของเครือข่าย Bitcoin มีความปลอดภัยในระดับที่สมบูรณ์แบบในทางปฏิบัติ
นอกจากนี้ ยังมีความเข้าใจผิดขั้นพื้นฐานในหมู่สาธารณชนทั่วไป เนื่องจากทรัพย์สินของ Satoshi Nakamoto ไม่สามารถเข้าถึงได้ผ่าน Seed Phrase เพียงชุดเดียวตั้งแต่แรก เพราะมาตรฐานช่วยจำคำกู้คืนแบบ BIP-39 เพิ่งได้รับการพัฒนาขึ้นหลังจากที่ผู้สร้าง Bitcoin วางมือจากโครงการไปนานแล้ว ในช่วงปี 2009 ถึง 2010 การสร้างคีย์มีรูปแบบที่แตกต่างออกไป และเหรียญของ Nakamoto ถูกกระจายอยู่ในที่อยู่แบบ Pay-to-Public-Key หรือ P2PK รุ่นเก่ามากกว่า 22,000 บัญชีที่ไม่เกี่ยวข้องกัน หากมีผู้ไม่หวังดีต้องการโจมตีก็จำเป็นต้องเจาะระบบกระเป๋าเงินทีละบัญชี ซึ่งการที่สินทรัพย์เหล่านี้ไม่มีการเคลื่อนไหวมานานกว่า 15 ปี ทำให้การขยับเพียงเล็กน้อยย่อมส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อตลาดทันที
ท่ามกลางข้อถกเถียงเรื่องความปลอดภัยทางวิทยาการเข้ารหัส Adam Back ผู้คิดค้นระบบ Hashcash และนักพัฒนาอาวุโสในวงการ ได้ร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับความปลอดภัยในการเก็บรักษาสินทรัพย์ด้วยตนเอง โดยเขาระบุว่าผู้ผลิต Hardware Wallet ในปัจจุบันมักเพิ่มการรองรับเหรียญ Altcoin นับพันเหรียญเพื่อผลประโยชน์ทางการตลาด ทั้งที่เหรียญส่วนใหญ่ขาดกลไกความปลอดภัยขั้นสูงเหมือน Bitcoin เช่น ระบบ Multisignature หรือ Schnorr Signatures ส่งผลให้นักพัฒนาต้องออกแบบโครงสร้างระบบบนมาตรฐานความปลอดภัยที่ต่ำที่สุด เขาจึงเน้นย้ำว่าการออกแบบอุปกรณ์แบบ Bitcoin-Only ที่มีความเรียบง่ายและแยกตัวออกมาอย่างอิสระ จะช่วยกำจัดช่องโหว่และปกป้องโปรโตคอล Bitcoin ได้อย่างแท้จริงโดยไม่ต้องเผชิญความเสี่ยงจากเทคโนโลยีของบุคคลภายนอก
ที่มา: u.today
มุมมองส่วนตัวประเมินว่า กระแสการพูดถึงความเป็นไปได้ในการเดา Private Key ของ Satoshi สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้งานทั่วไปยังขาดความเข้าใจในหลักการเข้ารหัสขั้นสูงของระบบบล็อกเชน ความปลอดภัยทางคณิตศาสตร์ของ Bitcoin ถือเป็นปราการที่แข็งแกร่งจนแทบเป็นไปไม่ได้ที่จะถูกสุ่มเดาสำเร็จ การที่ผู้เชี่ยวชาญออกมายืนยันข้อเท็จจริงนี้ควบคู่ไปกับคำแนะนำเรื่องการเก็บรักษาสินทรัพย์ด้วยตนเองผ่านอุปกรณ์เฉพาะทาง จึงเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและตอกย้ำความเชื่อมั่นในโครงสร้างความปลอดภัยของสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะยาว

