bitkub-banner

ประธาน CFTC ย้ำสหรัฐฯ ต้องการกฎระเบียบคริปโตที่ชัดเจนเพื่อรักษาฐานผู้นำโลก

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Mike Selig ประธาน CFTC ระบุว่าสหรัฐฯ จำเป็นต้องมีกฎเกณฑ์คริปโตที่ชัดเจน พร้อมยืนยันว่า CFTC พร้อมเดินหน้าจัดทำกรอบกำกับดูแลตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล แม้สภาคองเกรสจะยังไม่ผ่านกฎหมาย CLARITY Act
  • CFTC กำลังพิจารณากฎเกณฑ์ภายใต้อำนาจที่มีอยู่ เพื่อสร้างโครงสร้างกฎหมายที่เหมาะสมสำหรับตลาดคริปโต ขณะที่กฎหมายฉบับใหญ่ยังติดขัดในสภา
  • ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของรัฐบาล Trump ที่ต้องการผลักดันให้สหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมคริปโตระดับโลก

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish

การที่ CFTC ส่งสัญญาณว่าจะเดินหน้าสร้างกฎเกณฑ์สำหรับตลาดคริปโต แม้ CLARITY Act จะเกิดความล่าช้า ถือเป็นปัจจัยเชิงบวกในแง่ความกระจ่างของกฎระเบียบเพราะช่วยลดความไม่แน่นอนสำหรับบริษัทและนักลงทุน อย่างไรก็ตาม ผลต่อราคา Bitcoin และตลาดคริปโตโดยตรงอาจยังไม่เกิดขึ้นในทันทีทันควัน เนื่องจากรายละเอียดของกฎใหม่และสถานะของ CLARITY Act ยังต้องติดตามต่อไป

CFTC ไม่รอไฟเขียวจากสภา พร้อมเดินหน้าวางกฎคริปโตเอง

Michael Selig ประธานคณะกรรมการกำกับการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้าสหรัฐฯ (CFTC) ออกมาแสดงจุดยืนว่าตลาดคริปโตของสหรัฐฯ จำเป็นต้องมี “กฎที่ชัดเจน” โดยระบุว่าเส้นทางการกำกับดูแลที่ชัดเจนจะช่วยให้สหรัฐฯ รักษาตำแหน่งผู้นำของโลกในอุตสาหกรรมคริปโตได้

Selig ระบุว่า CFTC พร้อมที่จะเดินหน้าจัดทำกรอบกำกับดูแลตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล “ไม่ว่าจะมีกฎหมายจาก Congress ลงมาหรือไม่ก็ตาม” ซึ่งเป็นสัญญาณสำคัญ หลังร่างกฎหมาย CLARITY Act ซึ่งมีเป้าหมายกำหนดโครงสร้างตลาดคริปโตและแบ่งขอบเขตอำนาจระหว่าง SEC กับ CFTC ยังคงเผชิญความล่าช้าในสภาคองเกรส

รายงานล่าสุดระบุว่า Selig ได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ CFTC ศึกษาการออกกฎภายใต้อำนาจที่หน่วยงานมีอยู่แล้ว เพื่อกำหนดโครงสร้างตลาดคริปโต หากกระบวนการออกกฎหมายใน Congress ยังไม่สามารถเดินหน้าได้

CLARITY Act ยังเป็นกุญแจสำคัญของตลาดคริปโตสหรัฐฯ

ประเด็นสำคัญของ CLARITY Act คือการสร้างเส้นแบ่งที่ชัดเจนว่า สินทรัพย์ดิจิทัลใดควรถูกกำกับโดย SEC และสินทรัพย์ใดอยู่ภายใต้ CFTC ซึ่งเป็นปัญหาที่อุตสาหกรรมคริปโตสหรัฐฯ เผชิญมานาน

ก่อนหน้านี้ในเดือนมีนาคม 2026 SEC และ CFTC ได้ร่วมกันออกแนวทางจัดประเภทสินทรัพย์ดิจิทัลครั้งแรก โดยแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ สินค้าโภคภัณฑ์ดิจิทัล , ของสะสมดิจิทัล, เครื่องมือดิจิทัล, Stablecoin และหลักทรัพย์ดิจิทัล พร้อมชี้แจงด้วยว่ากิจกรรมอย่างการ Stake, Airdrop และการทำธุรกรรมบนโปรโตคอลต่าง ๆ ควรถูกมองในแง่กฎหมายอย่างไร ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่สองหน่วยงานกำกับดูแลหลักของสหรัฐฯ ออกมาวาดเส้นแบ่งให้ชัดเจนว่าเหรียญไหนอยู่ภายใต้ใครอย่างเป็นทางการ


อย่างไรก็ตาม แนวทางจากหน่วยงานกำกับดูแลยังไม่สามารถทดแทนกฎหมายที่ผ่าน Congress ได้ทั้งหมด โดย Reuters รายงานว่าความล่าช้าของ CLARITY Act ทำให้ฝ่ายบริหาร Trump หันมาใช้หน่วยงานอย่าง SEC และ CFTC เดินหน้ากำหนดนโยบายผ่านอำนาจที่มีอยู่ก่อน

สหรัฐฯ กำลังเร่งสร้างภาพ “เมืองหลวงคริปโต”

ความเคลื่อนไหวของ CFTC สอดคล้องกับทิศทางของรัฐบาล Trump ที่ต้องการผลักดันให้สหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมคริปโต โดยเมื่อวันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา Trump ได้พบกับผู้บริหารบริษัทคริปโตและผู้นำภาคการเงิน พร้อมเรียกร้องให้ Congress เดินหน้าผ่าน CLARITY Act

สำหรับตลาดโดยรวม การมีกรอบกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมายที่เคยเป็นปัญหาหนักใจของบริษัทคริปโตมาตลอด เมื่อรู้แล้วว่าเหรียญของตัวเองจัดอยู่ในหมวดไหน บริษัทก็สามารถวางแผนลงทุน, เปิดตัวผลิตภัณฑ์และขยายธุรกิจในสหรัฐฯ ได้อย่างมั่นใจมากขึ้น โดยไม่ต้องลุ้นว่าจะโดน SEC หรือ CFTC เรียกสอบกลางดึกอีกต่อไป ขณะเดียวกัน CFTC เองก็เริ่มวางโครงสร้างรองรับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างจริงจังผ่านโครงการและคณะกรรมการด้านนวัตกรรมที่จัดตั้งขึ้นใหม่


คำพูดของ Mike Selig ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณว่ารัฐบาลสหรัฐฯ ไม่ต้องการปล่อยให้ความล่าช้าของ CLARITY Act หยุดการพัฒนาตลาดคริปโต โดย CFTC พร้อมใช้กรอบอำนาจที่มีอยู่เพื่อเดินหน้าสร้าง Market Structure ขึ้นมาเอง

เชื่อว่าหาก CFTC และ SEC สามารถสร้างกฎที่สอดคล้องกันได้จริง จะถือเป็นพัฒนาการเชิงบวกต่ออุตสาหกรรมคริปโตในระยะยาว เพราะสิ่งที่ตลาดต้องการอาจไม่ใช่ “กฎที่ผ่อนปรนผ่อนผันที่สุด” แต่คือ กฎที่ชัดเจนและคาดการณ์ได้ อย่างไรก็ตาม ต้องจับตาว่ากฎที่ CFTC จะออกมานั้นมีขอบเขตแค่ไหน และท้ายที่สุด CLARITY Act จะสามารถผ่าน Congress ได้หรือไม่ เพราะสองปัจจัยนี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาดคริปโตสหรัฐฯ ในระยะต่อไป

ที่มา: Bitcoin Magazine, CFTC, Reuters, American Banker