bitkub-banner

ก.ล.ต. จ่อเปิดทาง Tokenized Bond หลัง 3 สถาบันการเงินโลกยันลดต้นทุน-เพิ่มสภาพคล่องได้จริง

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Tokenized Bonds เริ่มพิสูจน์ประโยชน์ได้จริง ผลศึกษาจาก HKMA, BIS และ ECB ชี้ว่า การนำพันธบัตร และหุ้นกู้ขึ้นสู่ระบบบล็อกเชนมีแนวโน้มช่วยลดต้นทุนการออกและต้นทุนการกู้ยืมได้ผ่านการลดขั้นตอนและบทบาทของตัวกลางบางส่วน
  • สภาพคล่องมีแนวโน้มดีขึ้น ส่วนต่างระหว่างราคารับซื้อและราคาขาย (Bid-Ask Spread) ของ Tokenized Bonds แคบลงในหลายการศึกษา สะท้อนว่า การซื้อขายอาจมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเทคโนโลยีช่วยให้ชำระราคาได้รวดเร็วและเปิดตลาดให้เข้าถึงได้กว้างขึ้น
  • ตลาดยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แม้ตัวเลขจะออกมาในทิศทางบวก แต่ Tokenized Bonds ทั่วโลกยังมีขนาดเพียงประมาณ 0.02% ของตลาดตราสารหนี้แบบเดิม ขณะที่กฎเกณฑ์และโครงสร้างพื้นฐานยังอยู่ระหว่างการพัฒนา

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

แนวคิดเรื่อง “Tokenization” กำลังปลี่ยนผ่านจากโลกคริปโตฯ ไปสู่เครื่องมือใหม่ของตลาดทุน โดยเฉพาะ Tokenized Bonds ที่ผลการศึกษาจาก HKMA, BIS และ ECB พบว่า มีแนวโน้มช่วยลดต้นทุนในการออกตราสารและเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขาย แม้ตลาดยังมีขนาดเล็กและต้องใช้เวลาในการพัฒนากฎเกณฑ์กับโครงสร้างพื้นฐาน แต่ทิศทางดังกล่าวสะท้อนว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนกำลังเริ่มพิสูจน์คุณค่าจากการใช้งานจริง ขณะที่ประเทศไทย โดย ก.ล.ต. เองก็อยู่ระหว่างการเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ตลาดทุนดิจิทัลในอนาคต

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาแนวคิดเรื่อง “Tokenization” หรือการแปลงสินทรัพย์ให้อยู่ในรูปแบบดิจิทัล หรือโทเคน ที่สามารถย้าย จัดเก็บ หรือบันทึกบนบล็อกเชน ได้รับความสนใจจากตลาดทุนทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และถูกนำมาทดลองใช้กับกิจกรรมในตลาดทุน ตั้งแต่การออกและเสนอขาย การซื้อขายทั้งในตลาดแรกและตลาดรอง การบันทึกทะเบียนผู้ถือ ไปจนถึงการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์  

โดยแนวคิดสำคัญของเทคโนโลยีนี้คือ การทำให้ข้อมูลและกระบวนการทำงานอยู่บนระบบดิจิทัลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสามารถทำงานอัตโนมัติได้มากขึ้น ซึ่งอาจช่วยลดความซ้ำซ้อน เพิ่มประสิทธิภาพ และขยายโอกาสในการเข้าถึงผลิตภัณฑ์การลงทุน

หนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดคือ Tokenized Bonds หรือพันธบัตรและหุ้นกู้ในรูปแบบโทเคน ซึ่งกำลังถูกทดลองใช้งานโดยสถาบันการเงินและหน่วยงานกำกับดูแลในหลายประเทศ

ข้อมูลจากสมาคมอุตสาหกรรมตลาดการเงินยุโรป (AFME) องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) และ Citi Institute ระบุว่า ในปี 2568 ทั่วโลกมีการออก Tokenized Bonds รวมกันราว 4,710 ล้านยูโร แม้ตัวเลขนี้ยังคิดเป็นเพียงประมาณ 0.02% ของตลาดพันธบัตรและหุ้นกู้แบบดั้งเดิม แต่ทิศทางการเติบโตสะท้อนว่า เทคโนโลยีนี้กำลังเริ่มขยับจากการทดลอง ไปสู่การใช้งานจริงมากขึ้น

Tokenized Bonds ช่วยลดต้นทุนได้จริงหรือ?

งานศึกษาจาก 3 สถาบันสำคัญ ได้แก่ ธนาคารกลางฮ่องกง (HKMA) ในปี 2566 ธนาคารเพื่อการชำระหนี้ระหว่างประเทศ (BIS) ในปี 2568 และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในปี 2569 พยายามเปรียบเทียบ Tokenized Bonds กับพันธบัตรหรือหุ้นกู้รูปแบบเดิมที่มีคุณลักษณะใกล้เคียงกัน

แม้จำนวนตัวอย่างจะมีจำนวนจำกัด แต่ทั้ง 3 งานศึกษาต่างพยายามตอบ 2 คำถามหลักที่คล้ายกัน ประการแรกคือ Tokenized Bonds ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ให้แก่ผู้ออกตราสารหนี้ผ่านการลดต้นทุนในการออกและการกู้ยืมได้จริงหรือไม่ และประการที่สองคือ Tokenized Bonds ช่วยเพิ่มสภาพคล่องในการซื้อขายตราสารหนี้หรือไม่ 

ผลลัพธ์ในด้านแรกถือว่า น่าสนใจอย่างมาก โดย HKMA พบว่า Tokenized Bonds สามารถช่วยลดต้นทุนด้านค่าธรรมเนียมการจัดจำหน่าย (Underwriting Fees) ได้เฉลี่ย 0.22 percentage point (ppt) หรือคิดเป็น 25.8% เมื่อเทียบกับตราสารรูปแบบเดิม 

ขณะที่ BIS พบว่าส่วนต่างค่าจัดจำหน่าย (Underwriting Spread) ต่ำกว่าประมาณ 0.05 ppt หรือคิดเป็น 8.3% เมื่อเทียบกับตราสารรูปแบบเดิม เนื่องจาก Tokenization สามารถนำกระบวนการหลายส่วนเข้าสู่ระบบดิจิทัล ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน และอาจลดบทบาทของตัวกลางบางส่วน ไม่ว่าจะเป็นผู้จัดการการจัดจำหน่าย นายทะเบียน หรือระบบที่เกี่ยวข้องกับการชำระราคาและส่งมอบหลักทรัพย์

นอกจากนี้ HKMA ยังพบว่าต้นทุนการกู้ยืม ซึ่งวัดจาก Yield Spread ลดลงเฉลี่ยถึง 0.78 ppt หรือ 23.9% ขณะที่ ECB พบว่าลดลงเฉลี่ย 0.14 ppt หรือ 40% เนื่องจากมีข้อสันนิษฐานที่สัมพันธ์กับผลการศึกษาประการที่สองว่า ผู้ลงทุนสามารถยอมรับผลตอบแทนที่ลดลงหากเชื่อว่า Tokenized Bond มีสภาพคล่องสูงกว่า หรือผู้ลงทุนอยู่ในช่วงสนใจที่จะลงทุนในเทคโนโลยีใหม่

ต่อมาผลการศึกษาประการที่สองพบว่า Tokenized Bond มีสภาพคล่องสูงกว่าพันธบัตรหรือหุ้นกู้ในรูปแบบเดิม โดยทั้ง HKMA, ECB และ BIS พบว่า ส่วนต่างระหว่างราคารับซื้อและราคาขาย (Bid-Ask Spread) แคบลงเฉลี่ย 0.035 ppt หรือ 5.3% ขณะที่ ECB พบว่า ลดลง 0.05 ppt หรือ 27% และ BIS พบว่า ลดลงถึง 0.11 ppt หรือ 36.7% เมื่อเทียบกับพันธบัตรหรือหุ้นกู้ในรูปแบบเดิม  เนื่องจาก tokenization สามารถทำให้เกิดการชำระราคาได้รวดเร็วและซื้อขายได้ตลอดเวลา

นอกจากนี้ HKMA ยังเห็นว่า การแบ่งหน่วยลงทุนเป็นสัดส่วนย่อยและการที่เปิดให้นักลงทุนรายย่อยเข้าถึงได้มากขึ้น จะทำให้ผลด้านสภาพคล่องยิ่งชัดเจนขึ้น โดย Bid-Ask Spread จะแคบลงได้ถึง 0.072 ppt หรือ 10.8% เมื่อเทียบกับพันธบัตรหรือหุ้นกู้ในรูปแบบเดิม

ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ การเกิดขึ้นของ Tokenized Bonds อาจไม่ได้ส่งผลดีเฉพาะตราสารที่อยู่บนบล็อกเชนเท่านั้น HKMA พบว่า สภาพคล่องของตลาดพันธบัตรและหุ้นกู้แบบเดิมก็มีแนวโน้มดีขึ้น โดย Bid-Ask Spread แคบลงเฉลี่ย 0.049 percentage point หรือ 8.5% เมื่อเทียบกับการออกตราสารในครั้งก่อนหน้า 

สะท้อนให้เห็นว่า การเกิดขึ้นของ Tokenized Bonds สามารถช่วยให้เกิดการค้นหาราคาที่เหมาะสมของตลาดในภาพรวมด้วย 

อย่างไรก็ดี ผลการศึกษาเหล่านี้ควรตีความด้วยความระมัดระวัง เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างที่นำมาศึกษายังมีจำกัด นอกจากนี้ ยังมีหลายปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณาเพิ่มเติม แต่ข้อมูลที่มีอยู่ไม่เพียงพอสำหรับการศึกษาเปรียบเทียบอย่างรอบด้าน เนื่องจากตลาด Tokenized Bonds ยังเติบโตไม่เต็มที่ ซึ่งหลายประเทศอยู่ระหว่างการพัฒนา ทั้งความชัดเจนของกฎเกณฑ์ ระบบนิเวศและโครงสร้างพื้นฐานของตลาด และการเข้าถึงของผู้ลงทุนในวงกว้าง 

แล้วประเทศไทยอยู่ตรงไหนของการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้?

สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนผ่านสู่ตลาดทุนดิจิทัลก็เริ่มถูกจับตามองมากขึ้นเช่นกัน โดย ก.ล.ต. ให้ความสำคัญกับการนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามายกระดับตลาดทุนไทย พร้อมติดตามพัฒนาการของ Tokenization และสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศสำหรับหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์อย่างต่อเนื่อง 

รวมถึงการเตรียมความพร้อมด้านหลักเกณฑ์เพื่อรองรับหลักทรัพย์อิเล็กทรอนิกส์ เมื่อกฎหมายที่เกี่ยวข้องมีผลบังคับใช้

เป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงการทำให้ตลาดดู “ทันสมัย” ขึ้น แต่เป็นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่อาจช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มความโปร่งใส และที่สำคัญคือ ขยายโอกาสให้ผู้ลงทุนรายย่อยสามารถเข้าถึงผลิตภัณฑ์การลงทุนได้มากขึ้น

ตาราง: ผลการศึกษาเปรียบเทียบ tokenized bonds กับพันธบัตรหรือหุ้นกู้ในรูปแบบเดิม

ประเด็นHKMABISECB
ด้านประสิทธิภาพ (efficiency gain) 
Yield spreadต่ำกว่า 0.78 ppt (23.9%)*ต่ำกว่า 0.14 ppt (40%)*
Underwriting
fee/spread
ต่ำกว่า 0.22 ppt (25.8%)*ต่ำกว่า 0.05 ppt (8.3%)***สูงกว่า 0.04 ppt (9.3%)**
ด้านสภาพคล่อง (liquidity gain) 
Bid-ask spreadต่ำกว่า 0.035 ppt (5.3%)*ต่ำกว่า 0.11 ppt (36.7%)*ต่ำกว่า 0.05 ppt (27%)*

ที่มา: HKMA (2566), BIS (2568), ECB (2569)


หมายเหตุ: * มีนัยสำคัญทางสถิติ ** ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ *** เป็นการประมาณจากข้อมูลในรูปแบบกราฟของ BIS (2025) 


มุมมองผู้เขียน: Tokenization อาจเป็นหนึ่งในเทรนด์ที่ตลาดคริปโตฯ ควรจับตามองมากที่สุดในระยะยาว เพราะนี่คือจุดที่โลกการเงินดั้งเดิมเริ่มมองเห็น “ประโยชน์จริง” ของบล็อกเชนอย่างชัดเจน แม้การเปลี่ยนผ่านจะยังไม่เกิดขึ้นเร็ว และตลาดต้องเผชิญกับความท้าทายด้านกฎเกณฑ์และโครงสร้างพื้นฐาน แต่หากสถาบันการเงินสามารถพิสูจน์ได้ว่า ระบบใหม่นี้ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพได้อย่างยั่งยืน Tokenization ก็มีโอกาสกลายเป็นสะพานสำคัญที่เชื่อมตลาดทุนดั้งเดิมเข้ากับโลกบล็อกเชนอย่างแท้จริง