สรุปข่าว
- นักเศรษฐศาสตร์จาก Federal Reserve Bank of Dallas เผยแพร่งานวิจัยเตือนว่าเงินฝากแบบโทเคนอาจลดทอนความสามารถในการแบกรับความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยและกำลังการปล่อยกู้ระยะยาวของธนาคารในสหรัฐฯ ลงสูงถึง 7 แสนล้านดอลลาร์ หากทำให้ผู้ฝากเงินมีความอ่อนไหวต่อผลตอบแทนเพิ่มขึ้น 10%
- ระบบการชำระบัญชีแบบเรียลไทม์และสัญญาอัจฉริยะบนบล็อกเชนจะทำให้ผู้ฝากเงินรวมถึงระบบ AI สามารถโยกย้ายเงินข้ามธนาคารเพื่อหาผลตอบแทนสูงสุดได้ทันที ซึ่งส่งผลให้ความเหนียวแน่นของฐานเงินฝากดั้งเดิมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
- ภาวะเงินฝากไหลออกเร็วขึ้นอาจบีบให้ธนาคารพาณิชย์ต้องปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดึงดูดเงินฝากหรือหันไปพึ่งพาเงินกู้ยืมระยะยาวที่มีต้นทุนแพงขึ้น ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องทำให้ต้นทุนการขอสินเชื่อของภาคธุรกิจและผู้บริโภคพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral
เนื่องจากเป็นรายงานการศึกษาเชิงวิชาการเกี่ยวกับผลกระทบของเงินฝากแบบโทเคนต่อกลไกการปล่อยสินเชื่อของระบบธนาคารแบบดั้งเดิม ซึ่งไม่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อกระแสเงินทุนหรือสภาพคล่องของตลาดคริปโตเคอร์เรนซีในปัจจุบัน
รายงานการวิเคราะห์จากสองนักเศรษฐศาสตร์แห่ง Federal Reserve Bank of Dallas อย่าง Rosie Levy และ Srini Ramaswamy ได้ออกโรงเตือนว่า ผลิตภัณฑ์เงินฝากในรูปแบบโทเคน หรือ Tokenized Deposits อาจส่งผลกระทบให้ความสามารถในการแบกรับความเสี่ยงด้านอัตราดอกเบี้ยระยะยาวของธนาคารพาณิชย์ในสหรัฐฯ ลดลงราว 7 แสนล้านดอลลาร์ หากระบบดังกล่าวทำให้ผู้ฝากเงินมีความอ่อนไหวและตอบสนองต่ออัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นเพียง 10% นอกจากนี้ในอีกสถานการณ์หนึ่ง หากการแปลงเงินฝากเป็นโทเคนส่งผลให้เงินฝากไหลออกจากธนาคารเร็วขึ้น 10% ระบบธนาคารก็อาจสูญเสียขีดความสามารถในการดูดซับความเสี่ยงจากเงินกู้และตราสารหนี้ระยะยาวไปประมาณ 5.8 แสนล้านดอลลาร์ โดยแบบจำลองนี้อ้างอิงจากสมมติฐานเดิมที่เงินฝากมักจะคงอยู่ในธนาคารเฉลี่ยประมาณ 4 ปี ซึ่งทำให้เงินฝากประเภทอื่นๆ ที่ไม่ใช่เงินฝากประจำก้อนใหญ่คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 5.8 ล้านล้านดอลลาร์ หรือคิดเป็น 80% ของเม็ดเงินที่คอยรองรับความเสี่ยงอัตราดอกเบี้ยระยะยาวของระบบธนาคารที่มีมูลค่ารวม 7 ล้านล้านดอลลาร์
เงินฝากแบบโทเคนเป็นการนำเงินฝากของธนาคารพาณิชย์ขึ้นไปไว้บนระบบบล็อกเชนเพื่อรองรับการชำระเงินที่สามารถตั้งโปรแกรมล่วงหน้าได้และมีการชำระราคาแบบทันทีตลอด 24 ชั่วโมง โดยยังคงอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของระบบธนาคาร อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติดังกล่าวกลับไปทำลายแรงเสียดทานตามธรรมชาติที่เคยทำให้เงินฝากผูกติดอยู่กับธนาคารเดิม เนื่องจากผู้ฝากเงินที่มองหาผลตอบแทนสูงสุดจะสามารถโยกย้ายเงินข้ามธนาคารได้แทบจะในเสี้ยววินาที ยิ่งไปกว่านั้น สัญญาอัจฉริยะและระบบ AI ยังสามารถทำงานแบบอัตโนมัติในการสลับย้ายเงินฝากไปหาธนาคารที่ให้ดอกเบี้ยดีกว่าได้โดยที่เจ้าของบัญชีไม่ต้องกดทำรายการเองด้วยซ้ำ สถานการณ์นี้อาจบีบให้ธนาคารต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อรักษาฐานลูกค้า หรือต้องหันไปพึ่งพาเงินกู้ระยะยาวที่มีดอกเบี้ยแพงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ต้นทุนสินเชื่อของประชาชนและภาคธุรกิจพุ่งสูงขึ้นในที่สุด โดยนักวิจัยได้ยกตัวอย่างเทียบเคียงกับระบบชำระเงินแบบทันที Pix ของบราซิลในปี 2025 ที่พบว่าเมื่อระบบชำระเงินรวดเร็วขึ้น ธนาคารพาณิชย์จำเป็นต้องถือครองสินทรัพย์สภาพคล่องสูงอย่างพันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้น และลดบทบาทการปล่อยสินเชื่อลง
แม้ว่าในปัจจุบันเงินฝากแบบโทเคนจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนาและยังโอนย้ายข้ามผู้ให้บริการได้ยาก แต่กลุ่มองค์กรการเงินยักษ์ใหญ่อย่าง The Clearing House ร่วมกับธนาคารชั้นนำ อาทิ Bank of America, Citi และ Wells Fargo ต่างกำลังเร่งสร้างเครือข่ายที่สามารถทำงานร่วมกันเพื่อรองรับการหักบัญชีข้ามธนาคารและระบบชำระเงินตลอด 24 ชั่วโมง
ที่มา: coindesk
มุมมองส่วนตัวประเมินว่า งานวิจัยชิ้นนี้สะท้อนให้เห็นถึงดาบสองคมของเทคโนโลยีบล็อกเชนในโลกการเงินดั้งเดิม แม้ว่าความรวดเร็วในการชำระบัญชีและความสามารถในการเขียนโปรแกรมควบคุมเงินจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของระบบอย่างมหาศาล แต่ความคล่องตัวที่ไร้แรงเสียดทานก็ทำให้เงินฝากสูญเสียคุณสมบัติความเหนียวแน่นไป การที่เงินสามารถไหลเข้าออกได้ในระดับวินาทีผ่านระบบ AI และ Smart Contract จะทำให้ธนาคารพาณิชย์ต้องปรับตัวขนานใหญ่ในการบริหารความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง และอาจกลายเป็นแรงผลักดันให้โครงสร้างการเงินแบบดั้งเดิมต้องพึ่งพาเครื่องมือบนบล็อกเชนอย่างเลี่ยงไม่ได้ในอนาคต

