bitkub-banner

นักวิจัย Blockstream เสนอระบบใหม่อัปเกรด Bitcoin สู้ภัยควอนตัมโดยไม่ลดความเร็วเครือข่าย

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ทีมนักวิจัยจาก Blockstream ได้นำเสนอข้อเสนอใหม่ชื่อ SHRINCS ซึ่งเป็นระบบลายเซ็นดิจิทัลที่ออกแบบมาเพื่อต้านทานการแฮกจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมโดยไม่ทำให้เครือข่ายช้าลง
  • ระบบใหม่นี้เข้ามาช่วยแก้ปัญหาของลายเซ็นแบบควอนตัมมาตรฐานเดิมที่มีขนาดใหญ่เกินไปจนลดทอนความเร็วเครือข่าย โดย SHRINCS สามารถดันความเร็วกลับมาอยู่ที่ระดับ 3 ธุรกรรมต่อวินาทีได้สำเร็จ
  • ลายเซ็นแบบใหม่ถูกพัฒนาขึ้นบนระบบความปลอดภัยเดิมที่บิตคอยน์ใช้งานอยู่แล้ว จึงช่วยลดความเสี่ยงและสามารถปกป้องกระเป๋าเงินรุ่นเก่ารวมถึงเหรียญของ Satoshi Nakamoto ได้อย่างสมบูรณ์แบบ

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา Neutral

ในระยะสั้นแต่เป็นบวกในระยะยาวเนื่องจากเป็นการนำเสนอผลงานวิจัยเชิงเทคนิคเพื่อเตรียมรับมือภัยคุกคามในอนาคตซึ่งจะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนว่าเครือข่ายจะยังคงปลอดภัย

ทีมนักวิจัยจากบริษัท Blockstream ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านโครงสร้างพื้นฐานและมีวิศวกรที่ร่วมพัฒนาซอฟต์แวร์หลักของบิตคอยน์มานานกว่าสิบปี ได้ออกมาเผยแพร่ข้อเสนอทางเทคนิคใหม่ล่าสุดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

ข้อเสนอดังกล่าวมีชื่อว่า SHRINCS ซึ่งเป็นรูปแบบการลงลายเซ็นดิจิทัลในการทำธุรกรรมที่ถูกคิดค้นขึ้นมาเพื่อปกป้องเครือข่ายจากการโจมตีของคอมพิวเตอร์ควอนตัม โดยจุดเด่นของระบบนี้คือมันสามารถรักษาความปลอดภัยขั้นสูงไว้ได้โดยไม่ไปกินพื้นที่ในบล็อกจนทำให้ความจุปริมาณธุรกรรมลดลงอย่างรุนแรง

ในปัจจุบัน บิตคอยน์ใช้กลไกการพิสูจน์สิทธิ์ความเป็นเจ้าของเหรียญผ่านลายเซ็นดิจิทัลที่ทำงานบนสมการคณิตศาสตร์ที่เรียกว่า Elliptic-curve cryptography ซึ่งระบบนี้ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถยืนยันความเป็นเจ้าของรหัสผ่านส่วนตัวหรือ Private Key ได้โดยไม่ต้องเปิดเผยรหัสนั้นออกมา

แต่ในทางทฤษฎีแล้ว หากในอนาคตมีการใช้คอมพิวเตอร์ควอนตัมที่มีพลังประมวลผลมหาศาลร่วมกับอัลกอริทึมของ Shor เครื่องมือเหล่านี้อาจจะสามารถถอดรหัสย้อนกลับจากข้อมูล Public Key ที่ตั้งอยู่บนบล็อกเชนเพื่อหาคำตอบของรหัสผ่านส่วนตัวได้ ซึ่งจะเปิดช่องให้แฮกเกอร์สามารถปลอมแปลงลายเซ็นและขโมยเหรียญของผู้ใช้งานไปได้อย่างง่ายดาย

ความเสี่ยงนี้จะพุ่งเป้าไปที่กระเป๋าเงินรุ่นเก่าที่โครงสร้างข้อมูลถูกเปิดเผย หรือกระเป๋าที่เคยมีการทำธุรกรรมโอนเงินออกไปก่อนหน้านี้ ซึ่งข้อมูลระบุว่าปัจจุบันมีบิตคอยน์มากกว่า 1.1 ล้านเหรียญที่เป็นของ Satoshi Nakamoto ผู้สร้างบิตคอยน์ที่กำลังตกอยู่ในความเสี่ยงรูปแบบนี้ด้วยเช่นกัน

ความท้าทายสำคัญในการเปลี่ยนไปใช้ระบบป้องกันควอนตัมคือเรื่องของขนาดข้อมูล เนื่องจากลายเซ็นมาตรฐานรุ่นใหม่ที่ได้รับการรับรองจากสถาบันมาตรฐานและเทคโนโลยีแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาหรือ NIST นั้นมีขนาดใหญ่กว่าที่บิตคอยน์ใช้อยู่ในปัจจุบันหลายสิบเท่า เมื่อข้อมูลลายเซ็นใหญ่ขึ้น พื้นที่สำหรับเก็บธุรกรรมในแต่ละบล็อกก็จะน้อยลง

ปัญหาดังกล่าวส่งผลกระทบร้ายแรงต่อความเร็วของเครือข่าย โดยทาง Blockstream ประเมินว่าจากเดิมที่เครือข่ายสามารถรองรับได้ 6.5 ธุรกรรมต่อวินาทีเมื่อใช้ลายเซ็นแบบเก่า อาจจะร่วงลงไปเหลือเพียง 0.36 ธุรกรรมต่อวินาทีเท่านั้นหากหันไปใช้มาตรฐานใหม่ของ NIST

แต่ระบบ SHRINCS ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยเฉพาะ โดยมันสามารถกู้คืนความเร็วของเครือข่ายให้กลับมาอยู่ที่ประมาณ 3 ธุรกรรมต่อวินาทีได้ ลายเซ็นแบบใหม่นี้จะมีขนาดเริ่มต้นที่ 324 ไบต์ เทียบกับแบบเก่าที่มีขนาด 64 ไบต์ และจะเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 16 ไบต์ในทุกๆ ครั้งที่มีการใช้งาน

แม้ว่าขนาดของลายเซ็นจะใหญ่ขึ้นถึงห้าเท่า แต่มันก็ไม่ได้กินพื้นที่บล็อกเพิ่มขึ้นห้าเท่าตามไปด้วย เนื่องจากโครงสร้างการอัปเกรด SegWit ที่เริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 2017 ได้เข้ามาช่วยลดทอนน้ำหนักข้อมูลในส่วนของลายเซ็น ทำให้เครือข่ายสามารถประหยัดพื้นที่ไปได้มาก

นอกจากนี้ ระบบ SHRINCS ยังถูกสร้างขึ้นบนพื้นฐานฟังก์ชันแฮช SHA-256 ซึ่งเป็นระบบความปลอดภัยแบบเดียวกับที่บิตคอยน์ใช้ในกลไกการขุดอยู่แล้ว ทำให้เครือข่ายไม่ต้องไปเสี่ยงพึ่งพาทฤษฎีทางคณิตศาสตร์แบบใหม่ที่ยังไม่มีใครเคยทดสอบ ซึ่งถือเป็นการเตรียมความพร้อมที่รอบคอบและรักษาประสิทธิภาพการทำงานของระบบเอาไว้ได้อย่างลงตัว

ที่มา: coindesk


มุมมองส่วนตัวประเมินว่า ข้อเสนอ SHRINCS ของทีมนักวิจัย Blockstream ถือเป็นก้าวสำคัญในการลบจุดอ่อนเรื่องภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมที่นักลงทุนหลายคนกังวลมาตลอด การที่นักพัฒนาเลือกต่อยอดจากระบบความปลอดภัยเดิมอย่าง SHA-256 แทนที่จะรื้อระบบใหม่ทั้งหมด แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของเครือข่ายเป็นหลัก แม้ว่าภัยควอนตัมอาจจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็วๆ นี้ แต่การเตรียมแนวทางป้องกันที่ใช้งานได้จริงโดยไม่ทำให้เครือข่ายช้าจนเกินไป ย่อมส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันที่จะกล้าถือครองบิตคอยน์เป็นสินทรัพย์ในระยะยาวได้อย่างสบายใจมากขึ้น