bitkub-banner

สหรัฐฯ กังวลหนัก ชี้วิกฤตค่าเงินรอบหน้าจะคุมยากขึ้นหลายเท่าเพราะ Stablecoins

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • เฟดนิวยอร์กพบว่ากระเป๋าเงินในประเทศที่เผชิญวิกฤตการเงิน มีการรับ Stablecoin เพิ่มขึ้น 1.8% ทันทีในสัปดาห์แรกเพื่อใช้เป็นทางไหลออกของเงินโดยไม่ผ่านธนาคาร
  • การทำธุรกรรมผ่าน Self-custody Wallets ข้ามพรมแดน ทำให้การควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนและมาตรการจํากัดการซื้อเงินตราต่างประเทศของรัฐบาลทำได้ยากขึ้น
  • หากตลาด Stablecoins ขยายตัวขึ้น ช่องโหว่ที่มีอยู่จะกลายเป็นข้อจำกัดเชิงโครงสร้างสำคัญ ที่ลดทอนความสามารถของรัฐบาลในการปกป้องเสถียรภาพค่าเงินของตนเอง

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

วิจัยใหม่จากเฟดนิวยอร์กระบุว่า Stablecoins กำลังกลายเป็นความท้าทายเชิงโครงสร้างต่อระบบการเงินโลก โดยเฉพาะในประเทศที่กำลังประสบวิกฤตการเงิน ทำให้จุดสกัดกั้นของระบบธนาคารพาณิชย์ไร้ประสิทธิภาพ ลุกลามไปสู่กลไกควบคุมเงินตราระหว่างประเทศ ซึ่งจะไปกระทบการปกป้องเสถียรภาพค่าเงินของรัฐบาลได้ทั่วโลกในอนาคต

ธนาคารกลางและหน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ กำลังจับตามองบทบาทของ Stablecoin อย่างใกล้ชิด หลังรายงานวิจัยล่าสุดจากธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขานิวยอร์ก ชี้ให้เห็นว่า สินทรัพย์ดิจิทัลที่ผูกมูลค่ากับดอลลาร์กำลังเข้ามาดิสรัปต์ระบบการเงินดั้งเดิม ทำให้การควบคุมเงินทุนยามเกิดวิกฤตเศรษฐกิจทำได้ยากขึ้นอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ประชาชนใช้ Stablecoin เป็น “ที่หลบภัยทางการเงิน” 

งานวิจัยดังกล่าวได้วิเคราะห์วิกฤตการเงิน 9 ครั้งใน 8 ประเทศ ซึ่งรวมถึงอาร์เจนตินา ตุรกี รัสเซีย และไนจีเรีย โดยพบว่าในสัปดาห์แรกที่เกิดวิกฤต โอกาสที่กระเป๋าเงินดิจิทัลในประเทศนั้น ๆ จะได้รับ Stablecoin จะพุ่งสูงขึ้นถึง 1.8% พร้อมกับปริมาณการรับเหรียญที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ หลังจากผ่านสัปดาห์แรกของวิกฤตไปแล้ว กิจกรรมการโอน Stablecoin ออกจากกระเป๋าเงินก็ยังเพิ่มขึ้นอีก 1.3% พฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนชัดเจนว่า เมื่อความเชื่อมั่นในระบบการเงินท้องถิ่นสั่นคลอน ประชาชนจะเร่งแห่เปลี่ยนเงินในมือให้เป็นดอลลาร์บนบล็อกเชนทันที เพื่อป้องกันไม่ให้มูลค่าทรัพย์สินเสื่อมถอยจากการด้อยค่าของสกุลเงิน

ทำลายกลไกควบคุมของรัฐบาล 

ตามปกติแล้ว รัฐบาลมักพึ่งพาธนาคารพาณิชย์ในการบังคับใช้มาตรการคุมเข้ม เช่น ห้ามซื้อเงินตราต่างประเทศ หรือระงับการโอนเงินออกนอกประเทศ เพื่อปกป้องค่าเงินของตัวเอง แต่การมาถึงของ Stablecoin ได้ทำลายกลไกดังกล่าวลงอย่างสิ้นเชิง

เมื่อประชาชนถูกแบงก์ระงับการแลกเปลี่ยนดอลลาร์ พวกเขาก็สามารถหลบไปรับเหรียญผ่านกระเป๋าเงินบล็อกเชนได้โดยตรง การที่เม็ดเงินไหลออกได้โดยไม่ต้องพึ่งธนาคาร ทำให้รัฐบาลต้องรับศึกหนัก หรือจำใจปล่อยให้ค่าเงินในประเทศอ่อนค่าลงไปตามแรงกดดันของตลาด

ระเบิดเวลาล้านล้านดอลลาร์ 

ปัจจุบัน ตลาด Stablecoin มีมูลค่ารวมพุ่งทะลุ 3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ และคาดว่าจะทะยานสู่ระดับล้านล้านดอลลาร์ก่อนสิ้นทศวรรษนี้ ยิ่งไปกว่านั้น Chainalysis ยังประเมินว่าปริมาณธุรกรรมอาจพุ่งแตะ 719 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2035 และอาจทะลุไปถึง 1,500 ล้านล้านดอลลาร์ หากกระแสการใช้งานเร่งตัวขึ้น

แม้บริษัทผู้ออกเหรียญรายใหญ่อย่าง Tether (USDT) และ Circle (USDC) จะมีอำนาจสั่งอายัดกระเป๋าเงินต้องสงสัยได้ แต่ Michael Barr รองประธานเฟดฝ่ายกำกับดูแล ก็ได้ออกมาเตือนถึงช่องโหว่รุนแรงว่า การโอนเงินในตลาดรองผ่านกระเป๋าเงินส่วนตัว เป็นจุดบอดที่รัฐบาลตามสืบและควบคุมได้ยากมาก

ความกังวลของสหรัฐฯ ในวันนี้จึงชี้ให้เห็นว่า Stablecoin กำลังกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินทางเลือกที่เข้ามาบั่นทอนอธิปไตยของรัฐบาล หากเกิดวิกฤตค่าเงินในครั้งถัดไป เครื่องมือเดิม ๆ อย่างการสั่งปิดแบงก์หรือห้ามแลกเงิน ก็อาจไม่สามารถหยุดยั้งการไหลออกของเงินทุนผ่านเครือข่ายบล็อกเชนได้อีกต่อไป

ที่มา: Cryptoslate