bitkub-banner

สร้างประวัติศาสตร์! StarkWare ทดสอบธุรกรรม Bitcoin ป้องกัน ‘ควอนตัม’ สำเร็จครั้งแรกบน Mainnet

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • StarkWare ทดสอบธุรกรรม Bitcoin แบบ Quantum-safe สำเร็จบน Mainnet เป็นครั้งแรก โดยใช้แนวทาง Quantum-Safe Bitcoin (QSB) ที่สามารถทำงานภายใต้กฎเดิมของ Bitcoin โดยไม่ต้อง Hard Fork หรือ Soft Fork เครือข่าย
  • จุดสำคัญคือ QSB ช่วยให้นักลงทุนสามารถย้าย Bitcoin บางส่วนไปอยู่ภายใต้การป้องกันที่อาศัยระบบ Hash ซึ่งออกแบบมาเพื่อลดความเสี่ยงจากการโจมตีด้วยคอมพิวเตอร์ควอนตัมในอนาคต แต่ยังไม่ใช่การทำให้ Bitcoin ทั้งเครือข่ายปลอดภัยจากควอนตัม
  • อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการพิสูจน์ว่าแนวทางดังกล่าวใช้งานได้จริงบน Mainnet เพราะ QSB ยังมีข้อจำกัด ทั้งการปกป้องเฉพาะบางธุรกรรม ไม่สามารถย้อนกลับไปป้องกัน Address ที่เปิดเผย Public key แล้ว และยังต้องส่งธุรกรรมผ่านช่องทางเฉพาะไปยังนักขุด

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

StarkWare สร้างอีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญให้ Bitcoin หลังทดสอบธุรกรรม Quantum-safe บน Mainnet ได้สำเร็จเป็นครั้งแรก โดยไม่ต้องเปลี่ยนกฎของเครือข่าย ความสำเร็จนี้แสดงให้เห็นว่า Bitcoin อาจมีทางเลือกในการป้องกันสินทรัพย์จากภัยคุกคามของคอมพิวเตอร์ควอนตัมก่อนที่จะมีการอัปเกรดครั้งใหญ่ อย่างไรก็ตาม QSB ยังเป็นเพียงเครื่องมือเฉพาะทาง ไม่ได้ทำให้ Bitcoin ทั้งเครือข่ายปลอดภัยจากควอนตัม และทางออกระยะยาวยังคงต้องอาศัยการอัปเกรดระดับโปรโตคอล

StarkWare บริษัทโครงสร้างพื้นฐานบล็อกเชนผู้อยู่เบื้องหลัง Starknet เครือข่าย Layer-2 ของ Ethereum ระบุว่า ธุรกรรม Bitcoin ที่สามารถป้องกันการโจมตีจากคอมพิวเตอร์ควอนตัม หรือ Quantum-safe รายการแรกได้ถูกขุดบนเครือข่ายหลักของ Bitcoin หรือ Mainnet สำเร็จแล้ว

ความสำเร็จครั้งนี้ถือเป็นการทดสอบแนวทางใหม่ในการปกป้อง Bitcoin จากภัยคุกคามของเทคโนโลยีควอนตัม โดยสามารถทำได้โดยไม่ต้องแก้ไข Consensus rules หรือกฎฉันทามติของเครือข่าย

ประเด็นนี้น่าสนใจเพราะภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมอาจยังดูเหมือนเป็นเรื่องของอนาคต แต่คำถามสำคัญสำหรับ Bitcoin ไม่ใช่แค่ว่าเทคโนโลยีดังกล่าวจะสามารถเจาะระบบได้เมื่อใด แต่คือเครือข่ายจะมีเวลามากพอในการเตรียมรับมือหรือไม่ 

และการทดลองของ StarkWare กำลังแสดงให้เห็นว่า นักลงทุนอาจไม่จำเป็นต้องรอให้ Bitcoin ทั้งเครือข่ายอัปเกรดระบบก่อน จึงจะเริ่มปกป้องสินทรัพย์ของตัวเองได้

ในบล็อกโพสต์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา StarkWare ระบุว่า ธุรกรรมดังกล่าวใช้แนวทางที่เรียกว่า “Quantum-Safe Bitcoin” หรือ QSB ซึ่งพัฒนาโดย Avihu Levy นักวิจัยของบริษัท ก่อนที่ Tomer Giladi วิศวกรของ StarkWare จะช่วยเปลี่ยนข้อเสนอเชิงทฤษฎีให้กลายเป็นธุรกรรมที่สามารถใช้งานได้จริงบน Mainnet

StarkWare ระบุว่า นักลงทุนที่ถือ Bitcoin เริ่มมีทางเลือกในการย้ายเหรียญไปอยู่ในรูปแบบการป้องกันที่สามารถต้านทานการโจมตีจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมได้

เหตุผลที่เรื่องนี้มีความสำคัญ ต้องย้อนกลับไปที่ระบบความปลอดภัยของ Bitcoin ในปัจจุบัน ซึ่งใช้การเข้ารหัสแบบ Elliptic-curve cryptography เพื่อรักษาความปลอดภัยของธุรกรรม

แต่ในทางทฤษฎี หากวันหนึ่งคอมพิวเตอร์ควอนตัมมีพลังประมวลผลสูงมากพอ และสามารถใช้ Shor’s Algorithm ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ระบบดังกล่าวอาจถูกเจาะเพื่อคำนวณหา Private Key และนำไปสู่การขโมย Bitcoin ได้

กล่าวอีกความหมายหนึ่ง ระบบที่ทำให้ Bitcoin ปลอดภัยอย่างมากในโลกปัจจุบัน อาจไม่แข็งแกร่งเพียงพอสำหรับเทคโนโลยีในอนาคต

QSB อาจช่วยซื้อเวลาให้ Bitcoin

การปกป้อง Bitcoin จากภัยคุกคามควอนตัมอย่างถาวรอาจจำเป็นต้องมีการอัปเกรดเครือข่าย ไม่ว่าจะเป็น Hard Fork หรือ Soft Fork ซึ่ง StarkWare ระบุว่า Soft Fork ยังคงเป็นแนวทางระยะยาวที่พวกเขาต้องการให้เกิดขึ้นมากที่สุด

แต่ปัญหาคือ การเปลี่ยนแปลงระดับเครือข่าย Bitcoin ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้ง่าย

ดังนั้น QSB จึงถูกออกแบบมาเพื่อเป็นเครื่องมือป้องกันสินทรัพย์รายบุคคล โดยไม่จำเป็นต้องรอให้ทั้งเครือข่ายสามารถบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับการอัปเกรดได้เสียก่อน

Eli Ben-Sasson ซีอีโอของ StarkWare กล่าวว่า เขายังคงต้องการให้ Bitcoin เลือกใช้แนวทาง Soft Fork แต่ความสำเร็จของธุรกรรมครั้งนี้ช่วยสร้างความอุ่นใจว่า นักลงทุนสามารถเริ่มปกป้องสินทรัพย์ของตัวเองได้ก่อนที่การอัปเกรดเครือข่ายจะมาถึง

ภัยคุกคามจากควอนตัมกำลังได้รับความสนใจมากขึ้น ขณะที่นักวิจัยเริ่มประเมินว่า Bitcoin จำนวนมากอาจตกอยู่ในความเสี่ยงหากเทคโนโลยีควอนตัมพัฒนาไปถึงจุดที่สามารถโจมตีระบบการเข้ารหัสในปัจจุบันได้

เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา สภาที่ปรึกษาด้านควอนตัมของ Coinbase ประเมินว่า อาจมี Bitcoin สูงถึงประมาณ 7 ล้าน BTC ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง เนื่องจากมีการเปิดเผย Public keys หรือมีการนำ Address เดิมกลับมาใช้งานซ้ำ

สำหรับ QSB นั้น StarkWare เปรียบแนวคิดนี้เสมือนการเพิ่มแม่กุญแจอีกชั้นหนึ่ง โดยอาศัยความปลอดภัยจากฟังก์ชัน Hash แทนการพึ่งพา Elliptic curves เพียงอย่างเดียว

ระบบใช้กระบวนการที่เรียกว่า “Signature grinding” ซึ่งเป็นการคำนวณนอกเครือข่าย เพื่อค้นหาค่า Transaction hash ที่เครือข่าย Bitcoin ยอมรับว่าเป็นลายเซ็นที่มีรูปแบบถูกต้อง

อย่างไรก็ตาม QSB ไม่ได้ทำให้ Bitcoin ทั้งเครือข่ายปลอดภัยจากควอนตัมแบบ 100% มันสามารถปกป้องได้เฉพาะธุรกรรมบางรายการ ไม่สามารถปกป้อง Address ที่มีการเปิดเผย Public Key ไปแล้ว และในปัจจุบันยังต้องส่งธุรกรรมตรงไปยังนักขุดผ่าน Private Mempool โดยเฉพาะ

Ben-Sasson เองก็ย้ำว่า ความสำเร็จครั้งนี้ไม่ควรถูกตีความว่า Bitcoin พร้อมรับมือกับภัยคุกคามด้านควอนตัมแล้ว เพราะความจริงยังห่างไกลจากจุดนั้นมาก

แต่สิ่งที่การทดลองครั้งนี้กำลังบอกกับตลาดอาจสำคัญกว่านั้น

Bitcoin อาจยังไม่เผชิญภัยคุกคามจากคอมพิวเตอร์ควอนตัมในวันนี้ แต่การรอจนถึงวันที่ภัยคุกคามเกิดขึ้นจริง อาจสายเกินไปสำหรับการเริ่มหาทางแก้ไข

ความสำเร็จของ StarkWare จึงไม่ใช่สัญญาณว่า Bitcoin แก้ปัญหาควอนตัมได้แล้ว หากแต่เป็นสัญญาณเตือนว่า ชุมชน Bitcoin เริ่มมีเครื่องมือในการป้องกันตัวเอง ขณะที่คำตอบระยะยาวยังคงต้องมาจากการอัปเกรดเครือข่าย

ที่มา:decrypt


มุมมองผู้เขียน: เหตุผลที่เรื่องนี้ถูกมองว่าสำคัญ ไม่ได้เป็นเพราะ Bitcoin แก้ปัญหาควอนตัมได้ทั้งหมดแล้ว แต่เพราะมันพิสูจน์ว่า Bitcoin ยังมีทางเลือกและมีเวลาในการเตรียมตัว ก่อนภัยคุกคามจะกลายเป็นเรื่องจริง ความท้าทายต่อจากนี้จึงไม่ใช่เรื่องเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่คือการที่ชุมชน Bitcoin จะสามารถสร้างฉันทามติในการอัปเกรดเครือข่ายได้เร็วพอหรือไม่