bitkub-banner

ขุนคลังสหรัฐฯ เตือน สว. ! หากคว่ำ CLARITY Act เท่ากับทิ้งเก้าอี้ผู้นำคริปโต จี้โหวตสัปดาห์หน้า

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • เบสเซนต์จี้ สว. เดินหน้า CLARITY Act พร้อมเตือนว่า หากกฎหมายสะดุด อาจทำให้สหรัฐฯ เสียตำแหน่งผู้นำด้านคริปโต
  • ประเด็นขัดแย้งหลักอยู่ที่ ‘ผลตอบแทนจาก Stablecoin’ ที่ธนาคารกังวลว่าจะดึงเงินฝาก และลูกค้าออกจากระบบธนาคาร ขณะที่เดโมแครตต้องการเพิ่มมาตรการด้านจริยธรรม
  • 15 ก.ย. คือด่านสำคัญ สว. จะลงมติโหวตเพื่อเปิดทางพิจารณากฎหมายต่อ หากไม่ผ่าน CLARITY Act มีโอกาสสะดุดอีกครั้ง

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ ออกโรงกดดันวุฒิสภาให้เร่งเดินหน้า CLARITY Act พร้อมเตือนว่า การปล่อยให้กฎหมายหยุดชะงักอาจส่งสัญญาณว่าสหรัฐฯ กำลังถอยจากการเป็นผู้นำด้านคริปโต ขณะที่ร่างกฎหมายยังเผชิญแรงต้านจากประเด็นผลตอบแทน Stablecoin และข้อเสนอด้านจริยธรรมจากฝั่งเดโมแครต โดยวันที่ 15 กันยายนนี้ วุฒิสภาจะลงมติ Procedural vote หรือการโหวตเปิดทางให้เริ่มพิจารณาร่างกฎหมายต่อ ซึ่งยังไม่ใช่การโหวตผ่านกฎหมายขั้นสุดท้าย ทำให้ตลาดคริปโตต้องจับตาผลการลงมติอย่างใกล้ชิด

สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ออกโรงกดดันวุฒิสภาให้เร่งเดินหน้าร่างกฎหมาย CLARITY Act ก่อนการลงมติขั้นตอนสำคัญในวันที่ 15 กันยายนนี้

ล่าสุด เบสเซนต์ โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X โดยเรียกร้องให้ สว. หรือ สมาชิกวุฒิสภา กลับเข้าสู่โต๊ะเจรจาและเดินหน้ากระบวนการทางกฎหมาย หลังจากสภากลับมาจากการพักสมัยประชุมในเดือนสิงหาคม

พร้อมเตือนเสียงแข็งว่า หากวุฒิสภาไม่สามารถเดินหน้าร่างกฎหมายฉบับนี้ได้ จะเป็นการส่งสัญญาณที่น่ากังวลไปยังทั้งพันธมิตรและศัตรูของสหรัฐฯ ว่า อเมริกาไม่ต้องการเป็นผู้นำในอนาคตของสินทรัพย์ดิจิทัล และกำลังยอมทิ้งเครื่องมือด้านความมั่นคงแห่งชาติที่สามารถใช้รับมือกับการนำสินทรัพย์ดิจิทัลไปใช้ในทางที่ผิด

CLARITY Act ถือเป็นหนึ่งในร่างกฎหมายคริปโตที่ครอบคลุมที่สุดของสหรัฐฯ โดยมีเป้าหมายสำคัญในการกำหนดเส้นแบ่งอำนาจระหว่าง SEC และ CFTC ให้ชัดเจนขึ้น เพื่อคลี่คลายปัญหาความไม่แน่นอนด้านกฎเกณฑ์ที่กดดันอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลของสหรัฐฯ มาเป็นเวลานาน

อย่างไรก็ตาม เส้นทางของกฎหมายฉบับนี้ยังเต็มไปด้วยแรงกดดัน โดยเฉพาะประเด็น ‘ผลตอบแทนจาก Stablecoin’ หลังธนาคารยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ กังวลว่า หากบริษัทผู้ออก Stablecoin สามารถเสนอผลตอบแทนหรือสิ่งจูงใจให้แก่ผู้ถือได้ อาจกลายเป็นคู่แข่งที่ดึงเงิน และฐานลูกค้าออกจากระบบธนาคารแบบดั้งเดิม

ขณะเดียวกัน สมาชิกพรรคเดโมแครตพยายามผลักดันมาตรการด้านจริยธรรมเพิ่มเติม โดยเสนอห้ามเจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลกลาง รวมถึงประธานาธิบดีและรองประธานาธิบดี ใช้อำนาจหน้าที่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวจากสินทรัพย์ดิจิทัล ทำให้ประเด็นดังกล่าวกลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์สำคัญบนโต๊ะเจรจา

ทั้งนี้ วุฒิสภาสหรัฐฯ มีกำหนดลงมติ Procedural vote หรือการโหวตเพื่อเปิดทางให้เริ่มพิจารณาร่างกฎหมาย ในวันที่ 15 กันยายนนี้ ซึ่งถือเป็นด่านสำคัญของ CLARITY Act แต่ยังไม่ใช่การลงมติขั้นสุดท้ายว่า กฎหมายจะผ่านหรือไม่ หากการโหวตครั้งนี้ผ่าน วุฒิสภาจึงจะสามารถเดินหน้าสู่ขั้นตอนการอภิปรายและพิจารณาร่างกฎหมายต่อไปได้

ท่ามกลางแรงกดดันดังกล่าว สมาชิกวุฒิสภา (สว.) จากทั้งสองพรรคบางส่วนยังมองว่า ร่างกฎหมายอาจมีมาตรการคุ้มครองผู้บริโภคและนักลงทุนไม่เพียงพอ ขณะที่ข้อกำหนดเกี่ยวกับ Stablecoin ก็สร้างความกังวลถึงผลกระทบต่อการแข่งขันและเสถียรภาพของระบบธนาคาร

สำหรับเบสเซนต์แล้ว CLARITY Act ไม่ได้เป็นเพียงกฎหมายเพื่อจัดระเบียบตลาดคริปโต แต่ยังเป็นเดิมพันเชิงยุทธศาสตร์ว่า สหรัฐฯ จะรักษาตำแหน่งผู้นำด้านสินทรัพย์ดิจิทัลของโลกไว้ได้หรือไม่

ที่มา:yahoofinance


มุมมองผู้เขียน: การโหวตวันที่ 15 กันยายนนี้เป็นสิ่งที่นักลงทุนคริปโตต้องติดตามอย่างใกล้ชิด หาก CLARITY Act เดินหน้าต่อได้ ความเชื่อมั่นอาจกลับมาและเป็นปัจจัยบวกต่อสินทรัพย์ดิจิทัล แต่หากยังติดปัญหาการเมืองและแรงกดดันจากภาคธนาคาร ตลาดอาจตอบสนองในเชิงลบระยะสั้น โดยเฉพาะเมื่อความชัดเจนด้านกฎเกณฑ์ยังเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจลงทุนในสหรัฐฯ