สรุปข่าว
- โทเคน WLFI สัดส่วนผู้ก่อตั้งของ โดนัลด์ ทรัมป์ มูลค่าราว 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะถูกล็อกห้ามขายจนกว่าจะถึงปี 2028
- ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นขณะที่สภาคองเกรสกำลังพิจารณาร่างกฎหมาย Clarity Act
- ปัจจุบัน WLFI มีเพดานอุปทานลดลงมาจาก 1 แสนล้าน ลงมาเหลือประมาณ 9.67 หมื่นล้านโทเคนซึ่งถือว่ายังทำได้ไม่ถึงเป้าหมายที่เคยกำหนดไว้ว่าจะเผา
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
โทเคน WLFI สัดส่วนผู้ก่อตั้งของ โดนัลด์ ทรัมป์ มูลค่าราว 800 ล้านดอลลาร์ ถูกล็อกห้ามขายจนถึงปี 2028 ซึ่งช่วยลดความกังวลเรื่องแรงเทขายในตลาด แต่ยังคงสร้างข้อถกเถียงเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์ ระหว่างการดำรงตำแหน่งผู้นำประเทศกับการถือครองสินทรัพย์ในโปรเจกต์คริปโทฯ ท่ามกลางการผลักดันร่างกฎหมาย Clarity Act ของสภาคองเกรสในปัจจุบัน
แม้ใครต่อใครต่างมองว่าประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังโกยกำไรมหาศาลจากโปรเจกต์คริปโทฯ ของตัวเองอย่าง World Liberty Financial (WLFI) แต่ข้อมูลล่าสุดกลับหักล้างกับความเชื่อนี้ไปอย่างสิ้นเชิง หลังมีการเปิดเผยว่ากระเป๋าเงินคริปโทฯ ที่คาดว่าเป็นของทรัมป์ ถูกสั่งล็อกสิทธิ์ห้ามแตะต้องและห้ามเทขายเหรียญยาวนานไปจนถึงปี 2028
ข้อมูลบนบล็อกเชนแสดงให้เห็นว่า กระเป๋าวงในของเจ้ามือ WLFI จำนวน 6 ใบ ได้เข้าสู่สัญญาการทยอยปลดล็อกเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา โดยเป็นการกำหนดกรอบเวลาให้โทเคนส่วนที่เคยถูกล็อกไว้สามารถนำออกมาขายได้ ซึ่งเดิมทีการล็อกเหรียญจะถูกล็อกไว้ไม่มีกำหนดแต่ตอนนี้ตารางการปลดล็อกได้ชัดเจนขึ้นแล้ว
จากการตรวจสอบพบหนึ่งในกระเป๋าเงินดังกล่าวถือครองโทเคน WLFI อยู่ประมาณ 1.4 หมื่นล้านโทเคน หลังผ่านกระบวนการเผาโทเคนตามข้อกำหนด มีจำนวนโทเคนตรงกับสัดส่วนจัดสรรสำหรับผู้ก่อตั้งของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ พอดิบพอดี ซึ่งหากคิดตามมูลค่าปัจจุบันแล้ว พอร์ตของทรัมป์จะสามารถแปลงออกมาเป็นจำนวนเงินมูลค่ามากถึง $800 ล้าน
สิ่งนี้หมายความว่า เงินจำนวนดังกล่าวของทรัมป์จะยังคงถูกล็อกเอาไว้และไม่สามารถขายออกมาได้เลยจนกว่าจะถึงปี 2028 ซึ่งนักลงทุนรายย่อยอาจมองรายละเอียดที่เผยออกมาเป็นข่าวดีได้ในระดับหนึ่งเนื่องจากเป็นการลดแรงกดดันของการเทขายจากนักลงทุนระดับผู้ร่วมก่อตั้ง
ความขัดแย้งทางผลประโยชน์
การถือครองเหรียญ WLFI ของทรัมป์ถือเป็นหนึ่งในประเด็นความขัดแย้งทางผลประโยชน์ที่ถูกจับตามากที่สุดในวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง เนื่องจากทรัมป์ถือหุ้นส่วนทางการเงินมูลค่ามหาศาลในบริษัทคริปโทฯ ในขณะที่รัฐบาลของเขากำลังมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายและทิศทางกฎหมายคริปโทฯ ของสหรัฐฯ ด้วยเช่นกัน
ก่อนหน้านี้ ทรัมป์และครอบครัวได้รับส่วนแบ่งรายได้จากการขายเหรียญ WLFI ให้กับนักลงทุนอยู่แล้ว โดยเอกสารเปิดเผยข้อมูลทางการเงินประจำปี 2025 ระบุว่าทรัมป์มีรายได้ที่เกี่ยวข้องกับคริปโตประมาณ 515 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จากการขายเหรียญ WLFI ที่ถูกปล่อยออกมา และเดิมทีเหรียญของผู้ก่อตั้งทรัมป์เป็นเพียงมูลค่าประเมินบนกระดาษที่ไม่มีตารางเวลาขายที่แน่นอนเท่านั้น การย้ายเข้าสู่สัญญา Vesting ในครั้งนี้จึงถือเป็นการสร้างแผนการปลดล็อกเหรียญสู่ตลาดอย่างเป็นรูปธรรมเป็นครั้งแรก
ขณะเดียวกัน การเปิดเผยตารางเวลาปลดล็อกเหรียญยังเกิดขึ้นในช่วงเวลาเดียวกับที่สภาคองเกรสกำลังพิจารณาร่างกฎหมาย Clarity Act ฉบับปรับปรุงใหม่ ซึ่งได้บรรจุข้อกำหนดด้านจริยธรรมที่เข้มงวด โดยบังคับให้เจ้าหน้าที่ระดับสูงของรัฐบาลที่มีการถือครองคริปโทฯ จำนวนมาก ต้องทำการถอนการลงทุน หรือนำทรัพย์สินไปจัดการในรูปของ Blind Trust
แม้มีรายงานว่าทรัมป์ได้ยอมรับข้อกำหนดด้านจริยธรรมนี้แล้ว แต่ช่วงเวลาของการโอนเหรียญเข้าสัญญา Vesting ในเดือนพฤษภาคมเกิดขึ้นล่วงหน้าหลายเดือนก่อนที่เนื้อหาด้านจริยธรรมใหม่ของ Clarity Act จะปรากฏขึ้น การกระทำนี้จึงอาจไม่ได้ทำขึ้นเพื่อรองรับกฎหมายโดยตรง อีกทั้งร่างกฎหมาย Clarity Act ยังไม่ได้ผ่านการอนุมัติเป็นกฎหมายบังคับใช้จริง โดยยังคงต้องรอการลงมติจากวุฒิสภาซึ่งต้องใช้คะแนนเสียงอย่างน้อย 60 เสียง
ปัจจุบัน WLFI มีเพดานอุปทานลดลงมาจาก 1 แสนล้าน ลงมาเหลือประมาณ 9.67 หมื่นล้านโทเคน อย่างไรก็ตามยอดดังกล่าวยังถือว่ามีจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับการประเมินก่อนหน้าที่ถูกวางไว้ว่าจะมีการเผาเหรียญกว่า 4.5 พันล้าน WLFI หากนักลงทุนวงในทุกคนตอบรับข้อเสนอดังกล่าวในการลดอุปทาน
ที่มา: Coindesk
มุมมองผู้เขียน : การล็อกโทเคนช่วยสร้างความเชื่อมั่นในระยะสั้นให้กับนักลงทุนรายย่อยได้ก็จริง แต่ตัวเหรียญก็ยังคงเป็นประเด็นอ่อนไหวเชิงธรรมาภิบาล เนื่องจากทรัมป์มีอำนาจในการกำหนดนโยบายคริปโทฯ ของประเทศควบคู่ไปกับผลประโยชน์ส่วนตัวอยู่ในขณะนี้

