bitkub-banner

ตำนาน The Big Short เตือน ฟองสบู่ AI จะยิ่งทำให้คนรวยยิ่งรวยขึ้น สูบเงินจากนักลงทุนหมดตัว

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Michael Burry เตือนว่ากระแส AI Boom กำลังกลายเป็นฟองสบู่ที่ถ่ายโอนความมั่งคั่งไปให้คนกลุ่มน้อยในอุตสาหกรรมเทค ในขณะที่คนส่วนใหญ่ต้องดิ้นรนอย่างหนัก
  • เม็ดเงินมหาศาลดันมูลค่าบริษัทเทคโนโลยีพุ่งสูงเกินจริง เช่น Nvidia ท่ามกลางภาวะสิ้นหวังและลัทธิสุญนิยมของคนรุ่นใหม่ที่กลับมาแตะจุดสูงสุด
  • Burry ปัดตกข้อเรียกร้องของผู้นำวงการ AI ที่ให้ชะลอการพัฒนา โดยชี้ว่าเป็นเพียงการทำเพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มทุนและเพื่อปั่นกระแสก่อนนำบริษัทเข้า IPO เท่านั้น

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

Michael Burry นักลงทุนชื่อดังออกมาเตือนว่ากระแส AI Boom กำลังสร้างฟองสบู่ทางเศรษฐกิจที่ถ่ายโอนความมั่งคั่งมหาศาลไปให้แก่กลุ่มบริษัทเทคโนโลยีเพียงไม่กี่ราย ในขณะที่ประชาชนทั่วไปต้องเผชิญกับวิกฤตค่าครองชีพและความกังวลในการดำรงชีวิต นอกจากนี้เขายังวิพากษ์วิจารณ์ว่าการพุ่งขึ้นของมูลค่าหุ้นเทคเป็นการสร้างฟองสบู่สูบเงิน และข้อเรียกร้องให้ชะลอการพัฒนา AI เป็นเพียงกลอุบายเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของผู้เล่นรายเดิมในตลาด

Michael Burry นักลงทุนผู้มีชื่อเสียงโด่งดังจากการเดิมพันวิกฤตปี 2008 อย่างถูกต้อง ล่าสุดได้ออกมาเตือนถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากกระแส AI บูม

อ้างอิงจากโพสต์บน Substack ตัวของ Burry กล่าวอย่างฉุนเฉียวว่าตัวเขา “รู้สึกรับไม่ได้อย่างสิ้นเชิงที่ฟองสบู่พวกนี้กลายเป็นเครื่องมือถ่ายโอนความมั่งคั่งไปให้คนกลุ่มน้อย” 

Burry ระบุว่า กลไกต่างๆ ตั้งแต่การอัดฉีดเงินหมุนเวียนกันเองในกลุ่มบริษัทเทคไปจนถึงแผนการที่ออกมาจากวอชิงตัน ดี.ซี. กำลังเป็นตัวขับเคลื่อนการกอบโกยความมั่งคั่งอย่างมหาศาลของคนโชคดีเพียงกลุ่มน้อยนี้

ในขณะเดียวกัน ประชาชนส่วนใหญ่ในระบบเศรษฐกิจกลับต้องมานั่งกังวลอย่างหนักต่อการอยู่รอดในเรื่องราคาอาหารและน้ำมัน โดยเขาเปรียบเปรยสภาวะดังกล่าวว่าเป็น “ยาพิษร้ายแรงต่อความมั่นคงและความยั่งยืนของสาธารณรัฐเสรีแห่งนี้”

เขาเสริมอีกว่า ระบบทั้งหมดถูกออกแบบมาเพื่อสร้างฟองสบู่ เพียงเพื่อให้เกิดการสูบเงินตักตวงผลประโยชน์ได้ก็เท่านั้น การพุ่งขึ้นอย่างก้าวกระโดดของการลงทุนด้าน AI ได้อัดฉีดเม็ดเงินมหาศาลผ่านกลุ่มธุรกิจจำนวนค่อนข้างน้อย อันได้แก่ ผู้ผลิตชิป, ผู้ให้บริการคลาวด์, ผู้พัฒนาโมเดล และ Data center

ขณะเดียวกันฝั่งนักลงทุนต่างตอบรับบริษัทที่ถูกมองว่าเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างโครงสร้างพื้นฐานนี้ ด้วยการดันมูลค่าบริษัทให้พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เช่น Nvidia ซึ่งมีมูลค่าตามตลาดทะยานขึ้นราว 1,200% สู่ระดับมากกว่า $5 ล้านล้าน นับตั้งแต่การเปิดตัว ChatGPT ในช่วงปลายปี 2022 นอกจากนี้ กระแส AI บูมยังนำไปสู่การแข่งขันแย่งชิงบุคลากรสายเทคนิคอย่างดุเดือดเป็นประวัติการณ์ 

ปัจจุบัน ความรู้สึกว่างเปล่าไร้ความหมายของคนรุ่นใหม่กำลังกลับมาแตะจุดสูงสุดอีกรอบ (ลัทธิสุญนิยม) แต่มันไม่ได้ดูเล่นๆ เหมือนแต่ก่อนแล้ว ทว่ากลายเป็นการตั้งคำถามถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่อย่างแท้จริง ซึ่งความล้มเหลวแบบน่าขายหน้าต่อธารกำนัลของเหล่าผู้เชี่ยวชาญก็ยิ่งเข้ามาซ้ำเติมสถานการณ์เข้าไปอีก

Burry ยอมรับว่า ความขัดแย้งและความโหดร้ายของมนุษย์ไม่ใช่เรื่องใหม่และเคยมีมาตลอดหน้าประวัติศาสตร์แต่ถึงอย่างนั้นเราก็ควรที่จะพัฒนาให้ดีขึ้น ทว่า เทคโนโลยีกลับทำให้สิ่งเหล่านั้นยิ่งเลวร้ายขึ้นแทน

ทั้งนี้ เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เขาได้ปัดตกข้อเรียกร้องของเหล่าผู้นำในวงการ AI ที่เสนอให้ชะลอความเร็วในการพัฒนา โดยมองว่าเป็นเพียงการทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนตน พร้อมโต้แย้งว่า การออกมาเคลื่อนไหวดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเอื้อประโยชน์ให้ผู้เล่นรายเดิมในตลาด และช่วยสร้างกระแสก่อนการนำบริษัทเข้าเสนอขายหุ้น IPO มากกว่าจะมาจากความกังวลเรื่องความปลอดภัยอย่างแท้จริง

ที่มา: Business Insider


มุมมองผู้เขียน: มุมมองของ Michael Burry สะท้อนถึงความเสี่ยงของการเก็งกำไรในอุตสาหกรรม AI ที่อาจสร้างภาวะฟองสบู่แตกในอนาคต นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจที่เทคโนโลยีอาจเข้ามาซ้ำเติม แทนที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนส่วนใหญ่ในสังคม