bitkub-banner

ไทยติดอันดับ Top 10 ! ส่องประเทศน่าอยู่ที่สุดสำหรับ ‘มหาเศรษฐีคริปโต’ ปี 2026

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ไทยติดอันดับ 7 จาก 36 ประเทศ ใน Henley Crypto Adoption Index 2026 โดยพิจารณาทั้งกฎหมาย ภาษี โครงสร้างพื้นฐาน และระบบนิเวศคริปโต ไม่ได้วัดแค่จำนวนผู้ใช้งาน
  • สิงคโปร์ครองอันดับ 1 ต่อเนื่อง 4 ปี ขณะที่ สหรัฐอาหรับฯ ขึ้นอันดับ 2 จากจุดแข็งด้านภาษี และสหรัฐฯ ได้คะแนนเต็มด้านการยอมรับคริปโต
  • Stablecoin มีบทบาทเพิ่มขึ้น แต่ USDT และ USDC ครองตลาดรวมกว่า 83% และต้นทุนการโอนข้ามประเทศยังไม่ได้ถูกกว่าระบบดั้งเดิมอย่างมีนัยสำคัญ

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish

ประเทศไทยติดอันดับ 7 จาก 36 ประเทศใน Henley Crypto Adoption Index 2026 ซึ่งประเมินความพร้อมด้านสินทรัพย์ดิจิทัลทั้งกฎหมาย ภาษี โครงสร้างพื้นฐาน และนวัตกรรม โดยสิงคโปร์ครองอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ขึ้นอันดับ 2 ขณะเดียวกัน รายงานชี้ว่า การลงทุนคริปโตกำลังมีทางเลือกมากขึ้นผ่าน ETP และ Spot ETF รวมถึงกลยุทธ์ Delta-Neutral ที่เน้นทำกำไรโดยไม่ต้องคาดเดาทิศทางราคา

ประเทศไทยติดอันดับ 7 จาก 36 ประเทศทั่วโลกในดัชนี Henley Crypto Adoption Index 2026 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรายงาน Crypto Wealth Report 2026 ที่จัดทำโดย Henley & Partners บริษัทที่ปรึกษาด้านการย้ายถิ่นฐานและความมั่งคั่งระดับโลก 

ดัชนีดังกล่าวประเมินความพร้อมของแต่ละประเทศสำหรับนักลงทุนคริปโต โดยไม่ได้วัดเพียงจำนวนผู้ถือครอง หรือระดับการใช้งานคริปโต แต่พิจารณารวมถึงโครงสร้างพื้นฐาน สภาพแวดล้อมด้านกฎหมายและเศรษฐกิจ ระบบภาษี และระบบนิเวศด้านนวัตกรรม รวมถึงความเหมาะสมสำหรับนักลงทุนที่ต้องการย้ายถิ่นฐานหรือบริหารความมั่งคั่งในประเทศนั้น

10 อันดับแรก ได้แก่ สิงคโปร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ฮ่องกง สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ มอลตา ไทย สหราชอาณาจักร ไซปรัส และบาฮามาส ตามลำดับ

สิงคโปร์ ครองอันดับ 1 ติดต่อกันเป็นปีที่ 4 โดยได้แรงหนุนจากโครงการด้าน Tokenization สินทรัพย์ดิจิทัลและการชำระเงินข้ามพรมแดนที่ขับเคลื่อนโดยภาครัฐ รวมถึงการใช้งานคริปโตในประเทศที่อยู่ในระดับสูง โครงสร้างพื้นฐานฟินเทคฯและมาตรการภาษีที่เอื้อต่อผู้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัล

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ขยับขึ้นอันดับ 2 และได้คะแนนเต็มในด้านนโยบายภาษีคริปโต ขณะที่ สหรัฐอเมริกาา อยู่อันดับ 4 และได้คะแนนเต็มด้านการยอมรับและการใช้งานคริปโตในวงกว้างของประชาชน

นอกจากประเด็นด้านการย้ายถิ่นฐานและความมั่งคั่งแล้ว รายงานยังกล่าวถึงแนวทางการลงทุนในตลาดคริปโต หลังผลิตภัณฑ์การลงทุนอย่าง ETP และ Spot ETF ทำให้นักลงทุนสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านตลาดการเงินที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลได้มากขึ้น

Jean-Marie Mognetti ผู้ร่วมก่อตั้ง CoinShares ระบุว่า การถือ Bitcoin ผ่านกองทุน ETF ยังคงมีความเสี่ยงจากทิศทางของตลาด เนื่องจากผลตอบแทนยังขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของราคาสินทรัพย์โดยตรง

ตัวเลขในไตรมาส 2 ปี 2026 สะท้อนความแตกต่างดังกล่าว โดยมูลค่าตลาดคริปโตโดยรวมลดลง 12.6% ขณะที่ Hyperliquid (HYPE) เพิ่มขึ้น 76.7%

Mognetti จึงเสนอการพิจารณากลยุทธ์ Delta-Neutral ซึ่งใช้สถานะ Long และ Short ควบคู่กัน เพื่อจำกัดผลกระทบจากทิศทางของตลาดโดยรวม และมุ่งสร้างผลตอบแทนจากความแตกต่างของผลการดำเนินงานระหว่างสินทรัพย์

ตลาดคริปโตมีเครื่องมือรองรับกลยุทธ์ดังกล่าวหลายประเภท ทั้ง Spot Borrowing, Futures, Perpetual และ Options

Gurneet Kaur นักวิจัยด้าน Fintech และ AI ระบุว่า Stablecoin กำลังมีบทบาทมากขึ้นในการโอนเงินระหว่างประเทศและเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ โดยเฉพาะ USDT และ USDC ที่ถูกใช้งานมากขึ้นในประเทศเงินเฟ้อสูง เพื่อเข้าถึงดอลลาร์และรักษามูลค่าความมั่งคั่ง

อย่างไรก็ตาม การใช้งานยังขึ้นอยู่กับกฎระเบียบและการเชื่อมต่อกับระบบธนาคารของแต่ละประเทศ ขณะที่ USDT และ USDC ครองส่วนแบ่งตลาด Stablecoin กว่า 83% ซึ่งสะท้อนความเสี่ยงจากการกระจุกตัว

รายงานยังชี้ว่า Stablecoin ไม่ได้มีต้นทุนถูกกว่าโครงสร้างการเงินแบบดั้งเดิมเสมอไป เนื่องจากยังมีค่าใช้จ่ายในขั้นตอนแลกเปลี่ยนระหว่างเฟียตกับคริปโต โดยผลศึกษาของธนาคารกลางอิตาลีระบุว่า การโอนเงินข้ามประเทศด้วย Stablecoin ยังไม่ได้มีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับระบบดั้งเดิม

ที่มา:coinpost


มุมมองผู้เขียน: ในอนาคตไทยมีโอกาสขยับอันดับขึ้นในปีต่อ ๆ ไป หากนำแนวทางของสิงคโปร์มาปรับใช้ ทั้งการพัฒนา Tokenization ระบบชำระเงินด้วยสินทรัพย์ดิจิทัล และกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับผู้ประกอบการ ประกอบกับจุดแข็งเดิมด้านการท่องเที่ยว และการใช้ชีวิต หากวางรากฐานเหล่านี้ได้ดี ไทยก็มีศักยภาพก้าวขึ้นมาแข่งขันกับสิงคโปร์และสหรัฐฯ ในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลได้มากขึ้น