bitkub-banner

ทรัมป์จ่อคว่ำบาตรตัด ICC ออกจากระบบธุรกรรมดอลลาร์ แล้วคริปโตจะเข้ามาแทนได้หรือไม่?

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • รัฐบาลทรัมป์ยกร่างมาตรการคว่ำบาตร ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ทั้งสถาบันเป็นครั้งแรก โดยอ้างอำนาจจากคำสั่งฝ่ายบริหารที่ 14203 ซึ่งเดิมใช้เล่นงานผู้พิพากษาเป็นรายบุคคล จากกรณีออกหมายจับผู้นำอิสราเอล
  • กฎหมาย GENIUS Act บังคับให้ผู้ออกสเตเบิลคอยน์ดอลลาร์ทุกราย ต้องสามารถอายัด และตรวจสอบรายชื่อต้องห้ามของสำนักงานควบคุมสินทรัพย์ต่างประเทศ (OFAC) ได้ตลอดเวลา ทำให้ช่องทางหนีคว่ำบาตรผ่านโทเค็นดิจิทัลถูกปิดลง
  • ศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) เลือกรับมือด้วยการเปลี่ยนซอฟต์แวร์ทำงานจาก Microsoft ไปใช้ระบบโอเพนซอร์สของเยอรมนีแทน ไม่ได้หันไปพึ่งพาช่องทางคริปโต

แนวโน้มที่ส่งผลกระทบต่อราคา : Neutral

มาตรการนี้ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ตลาดคริปโตโดยตรง และไม่ได้เปิดดีมานด์ใหม่ให้บิตคอยน์หรือสเตเบิลคอยน์ในฐานะเครื่องมือหลบเลี่ยงคว่ำบาตร เพราะกฎหมายสหรัฐฯ ปิดช่องนั้นไว้ล่วงหน้าแล้ว ผลกระทบจึงจำกัดอยู่ในวงการเมืองระหว่างประเทศและกระทบภาพลักษณ์ของ ICC มากกว่าจะเขย่าราคาสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะสั้น

รัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์ กำลังเตรียมมาตรการคว่ำบาตรศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) แบบเหมารวมทั้งสถาบัน ซึ่งจะสั่งห้ามการทำธุรกรรมส่วนใหญ่กับศาลแห่งนี้  ตามรายงานของ Wall Street Journal เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยอ้างข้อมูลจากเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง

มาตรการดังกล่าวจะให้เวลาช่วงเปลี่ยนผ่านราว 6 ถึง 7 เดือนก่อนบังคับใช้จริง และถือเป็นครั้งแรกที่วอชิงตันเล็งเป้าไปที่ตัวสถาบันศาลทั้งองค์กร แทนที่จะจำกัดวง แค่เจ้าหน้าที่รายบุคคลเหมือนที่ผ่านมา

จุดเริ่มต้น หมายจับ Netanyahu กับคำสั่งฉุกเฉินของทรัมป์

รากฐานทางกฎหมายของมาตรการนี้ มาจากคำสั่งฝ่ายบริหารที่ 14203 ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ลงนามไว้ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2025 โดยประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินระดับชาติ เกี่ยวกับการสืบสวนของศาลอาญาระหว่างประเทศ (ICC) ต่อพลเมืองอเมริกันและอิสราเอล

ชนวนเหตุสำคัญเกิดจากการที่ ICC ออกหมายจับนายกรัฐมนตรีอิสราเอล Benjamin Netanyahu และอดีตรัฐมนตรีกลาโหม Yoav Gallant เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 ในข้อหาก่ออาชญากรรมสงครามในฉนวนกาซา ซึ่งทางอิสราเอลปฏิเสธเขตอำนาจศาลมาโดยตลอด

นับตั้งแต่นั้น สหรัฐฯ ได้ทยอยขึ้นบัญชีดำผู้พิพากษาและอัยการของศาลที่กรุงเฮกเป็นรายบุคคล โดยล่าสุดเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมาได้เพิ่มชื่อประธานศาล Tomoko Akane เข้าไปด้วย ส่งผลให้ผู้ถูกคว่ำบาตรถูกปิดบัญชีธนาคารและยกเลิกบัตรเครดิต 

ด้านผู้พิพากษา Kimberly Prost ระบุว่า มาตรการเหล่านี้สร้างความยุ่งยาก และแรงกดดันสะสมอย่างมาก

สาเหตุที่การคว่ำบาตร สามารถสร้างความปั่นป่วนได้เป็นวงกว้าง เนื่องจากการชำระเงินสกุลดอลลาร์ทุกรายการจำเป็นต้องผ่านธนาคารตัวแทนในสหรัฐฯ ส่งผลให้ธนาคารทั่วโลกหลีกเลี่ยงการทำธุรกรรมกับผู้ที่ติดบัญชีดำเพื่อรักษาการเข้าถึงระบบดอลลาร์ และเมื่อยกระดับเป็นการคว่ำบาตรทั้งสถาบัน ยอดจ่ายเงินเดือนพนักงาน ค่าจ้างผู้ให้บริการ ตลอดจนค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับพยาน ย่อมได้รับผลกระทบครอบคลุมทุกสกุลเงิน ไม่จำกัดเพียงแค่มูลค่าดอลลาร์เท่านั้น

ทำไมสเตเบิลคอยน์ถึงหนีคว่ำบาตรไม่พ้น

สเตเบิลคอยน์ที่ผูกมูลค่ากับดอลลาร์แบบ 1:1 เคยถูกมองว่า เป็นทางลัดในการหลบเลี่ยงระบบธนาคารแบบดั้งเดิม แต่ในความเป็นจริงช่องโหว่นี้ถูกปิดลงแล้ว โดยกฎระเบียบของกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ภายใต้กฎหมาย GENIUS Act ที่ออกมาเมื่อเดือนเมษายน กำหนดให้ผู้ออกสเตเบิลคอยน์ทุกราย ต้องมีระบบที่สามารถอายัด แช่แข็ง และปฏิเสธการทำธุรกรรม พร้อมตรวจสอบรายชื่อกับบัญชีต้องห้ามของ OFAC อยู่ตลอดเวลา

ทางด้าน Tether ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงการปฏิบัติตามกฎนี้ โดยทำการสั่งอายัด USDT มูลค่าสูงถึง 344 ล้านดอลลาร์บนเครือข่าย Tron ร่วมกับ OFAC ซึ่งนับเป็นครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา 

โดย Paolo Ardoino ซีอีโอของ Tether ยืนยันชัดเจนว่า USDT ไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยสำหรับกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย และพร้อมจะยับยั้งธุรกรรมทันที หากพบความเชื่อมโยงกับกลุ่มที่ถูกคว่ำบาตร หรือเครือข่ายอาชญากรรม

นอกจากนี้ การสั่งอายัดในลักษณะเดียวกันก็เคยถูกนำมาใช้กับกระเป๋าเงินดิจิทัลของอิหร่าน รวมถึงกรณีที่วอชิงตันสั่งคว่ำบาตรกระดานเทรดคริปโตในสหราชอาณาจักร ยกระบบ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา 

ส่วน Bitcoin แม้จะไม่มีผู้ออกเหรียญและไม่มีสวิตช์สั่งอายัดในตัวระบบเอง แต่ขั้นตอนการแปลงเป็นเงินสดสกุลดอลลาร์ หรือยูโร ก็ยังต้องผ่านกระดานเทรดและธนาคารภายใต้การกำกับดูแล ซึ่งต้องผ่านการตรวจสอบบัญชีดำของ OFAC ด้วยเช่นเดียวกัน

ศาลอาญาระหว่างประเทศเลือกทางออกที่ซอฟต์แวร์ ไม่ใช่บล็อกเชน

แทนที่จะหาทางรอด ด้วยการหันไปพึ่งพาโลกคริปโต ทาง ICC เลือกที่จะบริหารความเสี่ยงด้วยการยกเลิกการใช้ซอฟต์แวร์ของ Microsoft แล้วย้ายไปใช้ openDesk ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มทำงานแบบโอเพนซอร์สของเยอรมนีที่ถูกพัฒนาขึ้นสำหรับหน่วยงานภาครัฐโดยเฉพาะแทน

แม้ว่าในปัจจุบัน OFAC จะยังไม่ได้ประกาศขึ้นชื่อ ICC ในบัญชีคว่ำบาตรอย่างเป็นทางการก็ตาม แต่ตัวเลขจาก IMF ในไตรมาสแรกของปี 2026 ก็ชี้ชัดว่า เงินดอลลาร์ยังคงครองสัดส่วนสูงถึง 57.13% ของทุนสำรองเงินตราต่างประเทศทั่วโลก สะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่สินทรัพย์ดิจิทัลที่ถูกออกแบบมาเพื่อหลีกเลี่ยงระบบธนาคารดั้งเดิม ก็ยังคงต้องสยบและปฏิบัติตามเกณฑ์บัญชีดำของสหรัฐฯ นี้อยู่ดี

สรุปได้ว่า คริปโตเคอร์เรนซีไม่สามารถเข้ามาแก้ปัญหาหรือตอบโจทย์นี้ได้ด้วยเหตุผลหลัก 3 ข้อ

  1. ผู้ออกสเตเบิลคอยน์ที่ได้รับใบอนุญาตถูกกฎหมาย ถูกบังคับให้ต้องมีระบบแช่แข็งสินทรัพย์และตรวจบัญชีดำอยู่ตลอดเวลา จึงไม่สามารถปฏิเสธคำสั่งของภาครัฐได้
  2. เหรียญที่ไม่มีผู้ออกกลางอย่าง Bitcoin ยังจำเป็นต้องพึ่งพากระดานเทรดและธนาคารเพื่อแลกเปลี่ยนเป็นเงินสด ซึ่งสถาบันการเงินเหล่านี้ก็ต้องปฏิบัติตามเกณฑ์คัดกรองเดียวกัน
  3. ตัวองค์กรอย่าง ICC ไม่ได้พิจารณาการนำคริปโต มาใช้งานเลยแม้แต่น้อย แต่เลือกแก้ปัญหาด้วยการเปลี่ยนไปใช้ซอฟต์แวร์โอเพนซอร์ส เพื่อความปลอดภัยแทน

ที่มา : beincrypto


มุมมองผู้เขียน : เหตุการณ์นี้ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ระบบการเงินหลักที่รัฐบาลควบคุมยังคงมีอิทธิพลสูงมาก สิ่งที่น่าจับตาดูต่อจากนี้คือ ท่าทีของ OFAC ว่า จะขึ้นบัญชีดำ ICC อย่างเป็นทางการหรือไม่ รวมถึงประเทศพันธมิตรในฝั่งยุโรปจะขานรับหรือคัดค้านมาตรการนี้อย่างไร