สรุปข่าว
- Javier Pérez-Tasso ซีอีโอ Swift กล่าวในงาน Sibos 2026 ว่าแพลตฟอร์ม Swift จะรองรับการโอนมูลค่าที่ถูกกำกับดูแลได้ทุกรูปแบบ ทั้งเงินตราปกติและโทเคน ในระดับโลก
- Swift เปิดเผยว่าธนาคารผู้บุกเบิกส่วนใหญ่จาก 17 แห่งได้ชำระมูลค่าโทเคนแบบเรียลไทม์ 24/7 ข้าม 6 ทวีปแล้ว และตั้งเป้าให้อย่างน้อย 19 ธนาคารใช้งานจริงก่อนสิ้นปี 2026
- สิ่งที่ต้องจับตาคือแผนขยายจำนวนธนาคารและสกุลเงินบนบัญชีแยกประเภทร่วมของ Swift รวมถึงการแข่งขันกับเครือข่ายเช่น Canton Network และระบบของ J.P. Morgan
แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral
ข่าวนี้ตอกย้ำการหลอมรวมระหว่างการเงินดั้งเดิมกับเทคโนโลยีบล็อกเชนในระยะยาว แต่ Swift เน้นมูลค่าที่ถูกกำกับดูแล เช่น เงินฝากโทเคนและสเตเบิลคอยน์ที่ได้รับการกำกับ ไม่ใช่ DeFi แบบไร้ตัวกลาง จึงยังไม่มีปัจจัยกระตุ้นราคาระยะสั้นที่ชัดเจน
เมื่อวันที่ 29 ก.ย. 2569 Javier Pérez-Tasso ซีอีโอของ Swift กล่าวบนเวทีงาน Sibos 2026 ที่เมืองไมอามีบีช สหรัฐฯ ว่า “คำถามไม่ใช่เรื่อง TradFi หรือ DeFi อีกต่อไป แพลตฟอร์ม Swift จะให้คุณโอนมูลค่าที่ถูกกำกับดูแลได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเงินตราปกติหรือโทเคน ในระดับโลก” ตามรายงานจาก CoinDesk โดยข้อมูลจากการวิจัยระบุว่า Swift เชื่อมต่อสถาบันการเงินกว่า 200 ประเทศและตลาด ผ่านช่องทางโอนเงินราว 40,000 เส้นทาง
ไม่ใช่แผนใหม่ แต่คือความคืบหน้าจากปีก่อน
ต้องชี้แจงว่าแนวคิดบัญชีแยกประเภทร่วมบนบล็อกเชนของ Swift ไม่ใช่เรื่องใหม่ Swift ประกาศโครงการนี้ครั้งแรกในงาน Sibos 2025 ที่แฟรงก์เฟิร์ต โดยร่วมกับ Consensys พัฒนาต้นแบบ สิ่งที่เปิดเผยในปีนี้จึงเป็นการอัปเดตความคืบหน้าเชิงปฏิบัติ ตามข้อมูลที่รวบรวมได้ ธนาคารผู้บุกเบิกส่วนใหญ่จาก 17 แห่งได้ชำระมูลค่าโทเคนแบบเรียลไทม์ตลอด 24 ชั่วโมงข้าม 6 ทวีป ครอบคลุมสกุลเงิน EUR, GBP, HKD, SGD และ USD สำหรับกรณีใช้งาน เช่น การระดมทุนระหว่างธนาคาร การบริหารเงินของบริษัท และการชำระระหว่างสถาบัน
มูลค่าที่ถูกกำกับดูแล ต่างจาก DeFi ที่คนทั่วไปเข้าใจ
คำว่า “DeFi” ในคำพูดของซีอีโออาจทำให้ผู้อ่านเข้าใจไปว่า Swift จะเปิดรับโปรโตคอลแบบไม่ต้องขออนุญาต แต่ข้อมูลที่ตรวจสอบแล้วชี้ว่า Swift เน้นเฉพาะมูลค่าที่ถูกกำกับดูแล เช่น เงินฝากธนาคารที่แปลงเป็นโทเคน สเตเบิลคอยน์ที่ได้รับการกำกับ และ CBDC ภายในสภาพแวดล้อมที่มีการตรวจสอบตามกฎเกณฑ์ ธนาคารยังคงเป็นผู้ดูแลเงินฝากโทเคนในงบดุลของตนเอง ส่วน Swift ทำหน้าที่เป็นชั้นประสานการส่งข้อความและการชำระราคา
เป้าหมายปี 2026 และคู่แข่งที่ขยับเข้ามา
Pérez-Tasso ระบุว่าอย่างน้อย 19 ธนาคารทั่วโลกจะใช้งานบัญชีแยกประเภทนี้จริงก่อนสิ้นปี 2026 นอกจากนี้ Swift ยังประกาศโครงการนำร่อง “pay-by-alias” ร่วมกับ 14 สถาบันการเงิน รวมถึง BBVA, DBS, Bradesco และ Commonwealth Bank of Australia เพื่อให้โอนเงินข้ามประเทศผ่านเบอร์โทรศัพท์หรืออีเมลได้ ขณะเดียวกัน Swift เผชิญการแข่งขันจากสเตเบิลคอยน์เชิงพาณิชย์และเครือข่ายเอกชนอย่าง Canton Network, Kinexys ของ J.P. Morgan และ Citi Token Services
ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า Tether ลงทุนใน LemFi ดัน USDT แทน SWIFT โอนเงินข้ามแดนแอฟริกา-เอเชีย ซึ่งสะท้อนว่าการแย่งชิงตลาดโอนเงินข้ามประเทศระหว่างระบบเดิมกับสเตเบิลคอยน์กำลังเข้มข้นขึ้น
ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าประโยคเด็ดของซีอีโอ Swift ที่ว่า “ไม่ใช่ TradFi หรือ DeFi อีกต่อไป” เป็นการวางตำแหน่งเชิงป้องกันมากกว่าการเปิดรับคริปโตแบบเต็มตัว Swift กลัวถูกข้ามหัวโดยสเตเบิลคอยน์และเครือข่ายเอกชนของแบงก์ใหญ่ จึงต้องพิสูจน์ว่าตัวเองยังเป็นศูนย์กลางได้ในยุคโทเคน สำหรับคนที่ตามตลาดคริปโต ข่าวนี้ไม่ใช่ตัวกระตุ้นราคาโดยตรง แต่เป็นสัญญาณว่าโครงสร้างพื้นฐานการเงินโลกกำลังขยับมาทางบล็อกเชนจริง สิ่งที่ควรจับตาคือจำนวนธนาคารที่ขึ้นใช้งานจริงได้ตามเป้า 19 แห่งภายในสิ้นปีนี้หรือไม่
ที่มา: @CoinDesk
ภาพจาก AI

