bitkub-banner

ญี่ปุ่นให้นักท่องเที่ยวจ่าย USDT ผ่าน PayPay ทั่วประเทศ ไทยยังห้ามจ่ายคริปโต

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปบทความ
  • ตั้งแต่ 30 ก.ย. 2026 นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้ USDT ผ่าน Binance Pay จ่ายเงินที่ร้านค้า PayPay หลายล้านจุดทั่วญี่ปุ่นได้ผ่านเครือข่าย HIVEX โดยร้านค้าได้รับเงินเยน แต่คนญี่ปุ่นในประเทศใช้ไม่ได้
  • ไทยห้ามใช้คริปโตชำระเงินตั้งแต่ปี 2022 มีเพียงแซนด์บ็อกซ์ TouristDigiPay ที่ให้นักท่องเที่ยวแลกคริปโตเป็นบาทพร้อมเพดานรายเดือน และคนไทยใช้ไม่ได้
  • ญี่ปุ่น ฮ่องกง และเกาหลีกำลังเร่งสร้างรางจ่ายเงินดิจิทัล ทำให้ไทยเสี่ยงเสียเปรียบในการแย่งรายได้จากนักท่องเที่ยวที่ถือคริปโต

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา  NEUTRAL

ข่าวนี้เป็นบวกต่อการใช้งานสเตเบิลคอยน์ในชีวิตจริงในระยะยาว แต่ไม่ได้ส่งผลโดยตรงต่อราคาเหรียญ เพราะเป็นการเปิดให้เฉพาะนักท่องเที่ยวและร้านค้ายังรับเงินเฟียต ขณะที่ตลาดโดยรวมยังถูกกดดันจากปัจจัยมหภาค จึงประเมินเป็นกลาง

ลองนึกภาพนักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์คนหนึ่งเดินเข้าร้านราเมนเล็ก ๆ ในย่านชินจูกุ เขายกมือถือขึ้นสแกน QR ของ PayPay ที่แปะอยู่หน้าเคาน์เตอร์ แล้วจ่ายด้วย USDT จากกระเป๋า Binance ของตัวเอง เจ้าของร้านได้เงินเยนเข้าบัญชีตามปกติ โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าลูกค้าเพิ่งจ่ายด้วยคริปโต

ภาพนี้ไม่ใช่จินตนาการอีกต่อไป เพราะตั้งแต่วันที่ 30 กันยายน 2026 Binance และ TBCASoft ผู้พัฒนาเครือข่ายชำระเงินข้ามประเทศ HIVEX ได้เปิดให้ผู้ใช้ Binance Pay จากต่างประเทศใช้ USDT จ่ายเงินที่ร้านค้าที่รับ PayPay ได้หลายล้านจุดทั่วญี่ปุ่น ตั้งแต่ร้านอาหาร ร้านค้าปลีก ตู้กดน้ำ ไปจนถึงแท็กซี่

ส่วนประเทศไทย ประเทศที่มีระบบพร้อมเพย์ซึ่งถือเป็นหนึ่งในระบบจ่ายเงินรายย่อยที่ประสบความสำเร็จที่สุดในโลก กลับยังห้ามใช้คริปโตชำระค่าสินค้าและบริการมาตั้งแต่ปี 2022 และช่องทางเดียวที่เปิดไว้ก็ยังจำกัดวงแคบมาก คำถามที่ผมอยากชวนคิดในบทความนี้คือ เรากำลังปกป้องประชาชน หรือกำลังปกป้องเงินบาทกับระบบธนาคารกันแน่

เกิดอะไรขึ้นที่ญี่ปุ่น และสิ่งที่โพสต์ไวรัลไม่ได้บอกคุณ

ข่าวนี้เริ่มกระจายในชุมชนคริปโตบน X ตั้งแต่ช่วงสายวันที่ 30 ก.ย. ตามเวลาไทย หลายบัญชีรายงานกันแบบตื่นเต้นเกินจริง เช่น Whale Factor เขียนว่า “ญี่ปุ่นเพิ่งกดสวิตช์การใช้คริปโตครั้งใหญ่ ตอนนี้คุณซื้อกาแฟ จ่ายค่าแท็กซี่ หรือกินราเมนด้วยคริปโตได้โดยตรงแล้ว” ขณะที่อีกหลายบัญชีเขียนทำนองว่า “ผู้ใช้สามารถใช้คริปโตได้ทั่วประเทศ”

แต่รายละเอียดที่สำคัญที่สุดกลับหายไปจากโพสต์เหล่านั้น บริการนี้เปิดให้เฉพาะนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศที่ใช้แพลตฟอร์ม Binance ระดับโลกเท่านั้น คนญี่ปุ่นที่อาศัยอยู่ในประเทศและผู้ถือบัญชี Binance Japan ใช้บริการนี้ไม่ได้ เพราะกฎของสำนักงานบริการทางการเงินญี่ปุ่น (FSA) ยังจำกัดไม่ให้ผู้บริโภคในประเทศนำสเตเบิลคอยน์ที่ไม่ได้จดทะเบียนมาจ่ายเงินที่ร้านค้าในชีวิตประจำวัน

บัญชีที่รายงานตรงกว่าคือ AMk.Crypto ที่ระบุชัดว่า “นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีสิทธิ์สามารถใช้ USDT ที่ร้านค้าส่วนใหญ่ที่รับ PayPay ผ่าน HIVEX ซึ่งเชื่อมเครือข่าย QR จากต่างประเทศเข้ากับ PayPay และร้านค้ายังได้รับเงินเป็นเยนเหมือนเดิม”

Binance Pay และ PayPay เชื่อมระบบชำระเงินในญี่ปุ่น
ภาพจาก: AMk.Crypto (X)

อีกเรื่องที่ต้องเข้าใจให้ถูกคือ ร้านค้าญี่ปุ่นไม่ได้ “รับคริปโต” ร้านไม่ต้องมีกระเป๋าคริปโต ไม่ต้องสมัครอะไรเพิ่ม และไม่ต้องถือเหรียญไว้ในงบดุล ลูกค้าจ่ายด้วยยอดคงเหลือใน Binance โดยไม่เสียค่าแก๊สบนเชน จากนั้น HIVEX และ Binance จะแปลงและโอนเงินเยนให้ร้านค้าผ่านโครงสร้างเดิมที่มีอยู่แล้ว Coin-Rally สรุปไว้ได้ดีว่า “คุณจะไม่เห็นคริปโตที่หน้าเคาน์เตอร์ และนั่นแหละคือประเด็น คุณจ่ายด้วยคริปโต ร้านได้เงินเยน แคชเชียร์ไม่ต้องมีกระเป๋าคริปโต แค่สแกนแล้วจ่าย”

ในแง่ขนาด ดีลนี้เปิดทางให้ผู้ใช้ Binance Pay ที่ลงทะเบียนราว 48 ล้านคนในกว่า 100 ประเทศ เข้าถึงเครือข่ายร้านค้าของ PayPay ได้ทันที ส่วน HIVEX เองก็ไม่ใช่ของใหม่ เพราะเชื่อมกระเป๋าเงินดิจิทัลในภูมิภาคอยู่แล้วกว่า 30 ราย เช่น JKOPAY และ E.SUN Wallet ของไต้หวัน รวมถึง UnionPay ของจีน Binance Pay แค่เข้ามาเสียบปลั๊กเป็นกระเป๋าเงินอีกรายบนรางเดิม

ประเทศที่เจ็บหนักที่สุดจากคริปโต กลับเป็นประเทศที่เปิดก่อน

ถ้ามีประเทศไหนที่มีสิทธิ์ “กลัวคริปโต” มากที่สุด ประเทศนั้นควรเป็นญี่ปุ่น ในปี 2014 เว็บกระดานเทรด Mt. Gox ที่ตั้งอยู่ในโตเกียวล่มสลาย ทำ Bitcoin หายไปราว 850,000 BTC และในเดือนมกราคม 2018 Coincheck ถูกแฮกเหรียญ NEM มูลค่าราว 5.8 หมื่นล้านเยน สองเหตุการณ์นี้ถือเป็นแผลใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์คริปโตยุคแรก

แต่แทนที่จะปิดประตูใส่ ญี่ปุ่นเลือกแก้กฎหมายบริการชำระเงิน (Payment Services Act) และสร้างกรอบกำกับดูแลที่เข้มงวดที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ทั้งบังคับให้เก็บสินทรัพย์ลูกค้าใน Cold Storage 100% แยกเงินฝากลูกค้าไว้กับธนาคารทรัสต์ และออกใบอนุญาตเว็บกระดานเทรดอย่างเข้มข้น หลักคิดของเขาคือ “คุมให้แน่น แล้วค่อยเปิด” ไม่ใช่ “ห้ามไว้ก่อน แล้วค่อยว่ากัน”

Binance Pay เปิดให้จ่าย USDT ที่ร้านค้า PayPay ในญี่ปุ่น
ภาพจาก: Alpha Intel, WallStreetX (X)

ดีลวันนี้ก็ไม่ได้เกิดขึ้นแบบฟ้าผ่า เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2025 PayPay ซึ่งมี SoftBank และ LY Corporation เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ได้เข้าซื้อหุ้น 40% ใน Binance Japan ต่อมาในวันที่ 9 เมษายน 2026 ทั้งสองฝ่ายเปิดให้ฝากถอนเงินเยนระหว่างบัญชี PayPay Money กับ Binance Japan ได้ทันที และในเดือนมีนาคม 2026 PayPay ก็เพิ่งเข้าจดทะเบียนในตลาด Nasdaq

นี่คือการเดินหมากทีละขั้นของภาคเอกชนภายใต้กติกาที่ชัดเจน ภาครัฐวางรั้ว ภาคเอกชนสร้างถนน และผลลัพธ์คือระบบที่ใช้งานได้จริงในวันเดียวบนเครือข่ายร้านค้าหลายล้านจุด

ไทยก็มี TouristDigiPay แล้วต่างกับญี่ปุ่นตรงไหน

เพื่อความยุติธรรม ต้องพูดตรง ๆ ว่าไทยไม่ได้ปิดประตูสนิท ในเดือนสิงหาคม 2025 นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เปิดตัวแซนด์บ็อกซ์ชื่อ “TouristDigiPay” ระยะเวลา 18 เดือน ต่อยอดมาจากโครงการนำร่องที่ภูเก็ต

หลักการคือให้นักท่องเที่ยวต่างชาติแลกคริปโตอย่าง BTC หรือ ETH เป็นเงินบาทผ่านเว็บกระดานเทรดที่ได้รับใบอนุญาตจากสำนักงาน ก.ล.ต. เข้ากระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์ แล้วนำไปสแกนจ่ายผ่าน QR พร้อมเพย์ตามปกติ โดยมีเพดานใช้จ่าย 500,000 บาทต่อเดือนสำหรับร้านค้าขนาดใหญ่ และ 50,000 บาทต่อเดือนสำหรับร้านค้ารายย่อย ห้ามถอนเป็นเงินสด และที่สำคัญ คนไทยใช้ไม่ได้

โลโก้ Binance
ภาพจาก: crypto.news (X)

ถ้าวางสองระบบไว้ข้างกัน จะเห็นว่าโครงสร้างแทบเหมือนกันเลย

  • ญี่ปุ่น นักท่องเที่ยวจ่ายคริปโตผ่าน Binance Pay แล้ว HIVEX แปลงเป็นเยนให้ร้านค้า PayPay คนญี่ปุ่นใช้ไม่ได้
  • ไทย นักท่องเที่ยวแลกคริปโตผ่านเว็บกระดานเทรดที่มีใบอนุญาต แล้วจ่ายเป็นบาทผ่านพร้อมเพย์ คนไทยใช้ไม่ได้

ดังนั้นการพาดหัวว่า “ญี่ปุ่นเสรี ไทยแบน” จึงไม่ถูกต้องทั้งหมด ความแตกต่างจริง ๆ อยู่ที่ขนาดและความลื่นไหล ญี่ปุ่นใช้รางของเอกชนที่มีอยู่แล้ว เปิดทีเดียวครอบคลุมร้านค้าหลายล้านจุดโดยร้านไม่ต้องสมัครอะไร ผู้ใช้ไม่ต้องแลกเงินล่วงหน้า ส่วนไทยยังเป็นโครงการนำร่องที่ต้องผ่านหลายหน่วยงานรัฐ มีเพดานรายเดือนแข็งทื่อ และนักท่องเที่ยวต้องผ่านขั้นตอนแลกเงินก่อนจะได้ใช้จ่าย

ถามง่าย ๆ ว่า ถ้าคุณเป็นนักท่องเที่ยวที่ถือ USDT อยู่เต็มกระเป๋า ระหว่าง “สแกนแล้วจ่ายเลย” กับ “เปิดบัญชีเว็บกระดานเทรดไทย ยืนยันตัวตน แลกเงิน แล้วค่อยจ่าย” คุณจะเลือกแบบไหน

ปกป้องประชาชน หรือปกป้องเงินบาทและธนาคาร

ปกป้องประชาชน หรือปกป้องเงินบาทและธนาคาร
ภาพจาก AI

กฎที่ห้ามใช้คริปโตชำระเงินในไทยมาจากประกาศของ ก.ล.ต. ที่ออกเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2022 หลังหารือกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และกระทรวงการคลัง มีผลตั้งแต่ 1 เมษายน 2022 ห้ามผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลให้บริการหรือสนับสนุนการใช้คริปโตเป็นสื่อกลางชำระค่าสินค้าและบริการ เหตุผลที่อ้างคือความเสี่ยงต่อนโยบายการเงิน เสถียรภาพระบบการเงิน ความผันผวนของราคา และภัยไซเบอร์

ผมไม่ได้บอกว่าเหตุผลเหล่านี้ไร้น้ำหนัก ความกังวลเรื่อง “การแปลงเศรษฐกิจเป็นดอลลาร์” (dollarization) เป็นเรื่องจริงสำหรับประเทศขนาดกลางอย่างไทย ถ้าคนไทยจำนวนมากหันไปเก็บเงินและใช้จ่ายเป็น USDT แทนเงินบาท อำนาจของ ธปท. ในการกำหนดดอกเบี้ยและดูแลค่าเงินย่อมอ่อนลง

แต่ลองดูสิ่งที่ไทยอนุญาตให้ทดลองอยู่ตอนนี้ TrueMoney และ Ascend Bit กำลังทดสอบ “THBT” เฟส 2 เป็นหน่วยมูลค่าอ้างอิงเงินบาทบนเชน Base ภายใต้แซนด์บ็อกซ์ของ ธปท. แต่จำกัดผู้ใช้ไม่เกิน 20,000 คน และใช้ได้ไม่เกิน 10,000 THBT ต่อคนต่อเดือน TrueMoney ยังระบุชัดในเงื่อนไขว่า THBT ไม่ใช่เงินที่ชำระหนี้ได้ตามกฎหมาย ไม่ใช่สเตเบิลคอยน์เชิงพาณิชย์แบบเปิด และไม่ได้ใช้จ่ายได้ทั่วไปในตลาด

เห็นรูปแบบไหมครับ ทุกนวัตกรรมที่ไทยยอมเปิดให้ทดลอง ล้วนถูกออกแบบให้ “ทุกอย่างสุดท้ายต้องกลับมาเป็นเงินบาท และต้องผ่านรางที่รัฐกับสถาบันการเงินไทยควบคุม” พร้อมเพย์ยังเป็นระบบเงินเฟียตที่ปิดตัวเองจากสเตเบิลคอยน์บนเชนสาธารณะ ส่วนคริปโตของคนไทยยังถูกขังไว้ในเว็บกระดานเทรด ใช้ได้แค่ซื้อขายเก็งกำไร แต่เอาไปซื้อข้าวไม่ได้

คำถามที่ต้องถามตรง ๆ คือ ถ้าเหตุผลคือปกป้องประชาชนจากความผันผวน ทำไมคนไทยถึงซื้อขายคริปโตเก็งกำไรได้ แต่เอามาจ่ายค่ากาแฟแก้วเดียวไม่ได้ ความเสี่ยงของการเทรดพอร์ตหลักแสนสูงกว่าการจ่ายค่ากาแฟ 80 บาทด้วย USDT หลายเท่า ถ้าตรรกะคือ “กลัวประชาชนเจ็บตัว” มันดูไม่สอดคล้องกัน แต่ถ้าตรรกะคือ “ไม่อยากให้เงินไหลออกนอกระบบบาทและธนาคาร” ทุกอย่างก็ลงล็อกทันที

ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่าญี่ปุ่นเองก็ยังไม่ให้คนญี่ปุ่นใช้บริการนี้เช่นกัน ดังนั้นประเด็นการห้ามคนในชาติใช้คริปโตจ่ายเงินไม่ใช่เรื่องที่ไทยทำอยู่ประเทศเดียว ความต่างคือญี่ปุ่นมีกรอบกฎหมายสเตเบิลคอยน์ที่ชัดเจนและมีเส้นทางให้เดินต่อ ส่วนไทยยังตอบไม่ได้ว่าหลังจบแซนด์บ็อกซ์แล้วจะไปทางไหน

ญี่ปุ่น ฮ่องกง เกาหลี กำลังแย่งกระเป๋าเงินนักท่องเที่ยว

อย่าลืมว่านี่ไม่ใช่แค่เรื่องเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องรายได้ท่องเที่ยว ปี 2025 ญี่ปุ่นรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ 42.7 ล้านคน มากที่สุดในเอเชีย ขณะที่ไทยตั้งเป้าไว้ที่ 35 ถึง 40 ล้านคน สองประเทศนี้แข่งกันแย่งลูกค้ากลุ่มเดียวกันมาตลอด

Crypto Desk ตั้งข้อสังเกตว่า การจำกัดเฉพาะนักท่องเที่ยวทำให้บริการนี้ “อยู่ในช่องทางการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยว ไม่ใช่การจ่ายคริปโตในประเทศญี่ปุ่น” และ “รางการกระจายของ PayPay คือรางวัลตัวจริง ไม่ใช่แค่ QR อีกชั้นหนึ่ง” ส่วน Plutus Crypto อ้างว่า PayPay มีผู้ใช้กว่า 65 ล้านคน และมองว่านี่คือเครือข่ายรับสเตเบิลคอยน์ที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่นที่เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน โดยไม่มีร้านค้าไหนต้องแตะคริปโตเลย (ตัวเลขผู้ใช้นี้ยังไม่ได้รับการยืนยันจากแหล่งทางการ)

และญี่ปุ่นไม่ได้วิ่งอยู่คนเดียว ในวันเดียวกัน HSBC เปิดตัว “HSBC RedCoin” สเตเบิลคอยน์ดอลลาร์ฮ่องกงที่จะเปิดใช้ก่อนสิ้นปีให้ผู้ใช้กระเป๋า PayMe และแอปธนาคารราว 3.3 ล้านคน ใช้ได้ทั้งโอนเงินระหว่างบุคคลและจ่ายร้านค้า ส่วนที่งาน Korea Blockchain Week 2026 ซึ่งจัดที่โซลระหว่าง 29 ก.ย. ถึง 1 ต.ค. หน่วยงานกำกับและภาคธุรกิจก็กำลังถกกันเรื่องกรอบกฎหมายสเตเบิลคอยน์วอนเกาหลีและรางชำระเงินข้ามประเทศ

ภาพรวมจึงชัดเจนมาก ประเทศคู่แข่งด้านท่องเที่ยวและการเงินของไทยกำลังสร้างรางจ่ายเงินดิจิทัลรอบกระเป๋าเงินระดับชาติของตัวเอง และทั้งหมดนี้เกิดขึ้นแม้ตลาดคริปโตจะไม่ได้สดใสนัก โดย Timothy | Panic Drop สรุปภาพตลาดรอบ 24 ชั่วโมงว่า Bitcoin ยืนอยู่แถว $83,000 ภายใต้แรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ และราคาน้ำมันที่สูงขึ้น นั่นแปลว่าการวางรางเหล่านี้ไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยกระแสราคา แต่เป็นการลงทุนโครงสร้างระยะยาว

ภาพประกอบรายการสรุปข่าวคริปโตและตลาดหุ้นประจำวัน
ภาพจาก: Timothy | Panic Drop (X)

ไทยประกาศมาหลายปีว่าอยากเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัลของอาเซียน แต่ถ้านักท่องเที่ยวที่ถือคริปโตรู้สึกว่าใช้จ่ายที่โตเกียว โซล หรือฮ่องกงง่ายกว่ากรุงเทพฯ หรือภูเก็ต เงินที่ควรไหลเข้าร้านอาหาร โรงแรม และแท็กซี่ไทย ก็อาจค่อย ๆ ไหลไปทางอื่นโดยที่เราไม่ทันรู้ตัว

ความเห็นผู้เขียน

ความเห็นผู้เขียน
ภาพจาก AI

ส่วนตัวผมคิดว่าข่าวนี้สอนเราสองเรื่องพร้อมกัน

เรื่องแรก อย่าเชื่อพาดหัวไวรัล ญี่ปุ่นไม่ได้เปิดเสรีคริปโตให้คนทั้งประเทศ คนญี่ปุ่นเองก็ยังเอา USDT ไปซื้อราเมนไม่ได้ ถ้าเราจะวิจารณ์ภาครัฐไทย ก็ต้องวิจารณ์บนข้อเท็จจริง ไม่ใช่บนโพสต์ที่ตัดรายละเอียดสำคัญทิ้ง

เรื่องที่สองสำคัญกว่า คือแม้โครงสร้างกฎจะคล้ายกัน แต่ “วิธีทำ” ต่างกันลิบลับ ญี่ปุ่นปล่อยให้เอกชนต่อรางเข้ากับระบบที่มีอยู่แล้ว เปิดวันเดียวใช้ได้ทั้งประเทศ ส่วนไทยยังทำแบบราชการ คือแซนด์บ็อกซ์ มีเพดาน มีหลายหน่วยงานต้องเซ็น และตามกรอบ 18 เดือน TouristDigiPay จะครบกำหนดราวต้นปี 2570 ซึ่งผมยังไม่เห็นแผนชัด ๆ ว่าจบแล้วจะไปต่ออย่างไร

ผมเข้าใจว่า ธปท. ต้องปกป้องเงินบาท และนั่นเป็นหน้าที่ที่ชอบธรรม แต่ผมอยากเห็นความตรงไปตรงมามากกว่านี้ ถ้าเหตุผลจริงคืออธิปไตยทางการเงินและเสถียรภาพของระบบธนาคาร ก็พูดออกมาตรง ๆ แล้วออกแบบทางเลือกที่เหมาะกับเหตุผลนั้น เช่น เปิดให้นักท่องเที่ยวจ่ายผ่านรางพร้อมเพย์แบบแปลงอัตโนมัติเหมือนที่ญี่ปุ่นทำกับ PayPay โดยไม่ต้องแลกเงินล่วงหน้า ซึ่งเงินบาทก็ยังอยู่ครบ ร้านค้าได้บาทเหมือนเดิม แต่ประสบการณ์ลูกค้าดีขึ้นหลายเท่า

ส่วนคนไทยเอง ผมไม่ได้คาดหวังว่าพรุ่งนี้จะเอา USDT ไปจ่ายค่าส้มตำได้ แต่อย่างน้อยควรมีโรดแมปที่ชัดเจน ว่าเมื่อไหร่และภายใต้เงื่อนไขอะไร เราถึงจะมีสิทธิ์ใช้เงินดิจิทัลในประเทศของตัวเองได้ เพราะตอนนี้สถานะของคนไทยแปลกมาก เราเทรดคริปโตได้ เสียภาษีจากคริปโตได้ แต่เอามันไปใช้จ่ายไม่ได้

สิ่งที่ผมจะจับตาต่อจากนี้มีสามเรื่อง คือ ไทยจะขยาย TouristDigiPay ให้ลื่นไหลขึ้นหรือไม่ THBT จะหลุดจากกรอบทดลองไปสู่การใช้งานจริงได้เมื่อไร และมีกระเป๋าเงินไทยรายไหนจะต่อรางกับเครือข่ายอย่าง HIVEX บ้าง ถ้าสามเรื่องนี้ยังนิ่ง คำว่า “ศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัลอาเซียน” ก็อาจเป็นแค่สโลแกนที่ฟังดูดี ขณะที่เพื่อนบ้านลงมือสร้างกันไปแล้วครับ

ภาพจาก AI