bitkub-banner

เปิด 10 อันดับมหาเศรษฐีคริปโทฯ ที่รวยที่สุดในโลก แต่ทำไมบางคนกลับใช้เงินไม่ได้ ?

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Satoshi Nakamoto ยังคงเป็นผู้ถือครองความมั่งคั่งอันดับ 1 ในโลกคริปโทด้วย Bitcoin มูลค่ากว่า 92,000 ล้านดอลลาร์ 
  • มหาเศรษฐีคริปโทหลายรายมีสินทรัพย์มหาศาล แต่บางคนเข้าถึงเงินของตัวเองไม่ได้ เพราะทำ Private Key หาย หรือลืมรหัสผ่าน 
  • กรณีเหล่านี้ สะท้อนเรื่องสำคัญของการถือครองคริปโทด้วยตัวเองว่า ถ้าไม่มี Private Key ก็ไม่มีทางเข้าถึงเหรียญได้

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral

ข้อมูลจาก Arkham ระบุว่า Satoshi Nakamoto ผู้ให้กำเนิด Bitcoin ยังคงเป็นผู้ถือครองสินทรัพย์คริปโทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก ด้วย Bitcoin กว่า 92,000 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ Justin Sun และ Vitalik Buterin อยู่ในกลุ่มมหาเศรษฐีคริปโทอันดับต้น ๆ อย่างไรก็ตาม รายชื่อดังกล่าวยังมีผู้ถือครองสินทรัพย์มูลค่าหลายร้อยล้านดอลลาร์ที่ไม่สามารถเข้าถึงเงินของตัวเองได้ จากการทำ Private Key หาย ลืมรหัสผ่าน หรือทำอุปกรณ์เก็บข้อมูลสูญหาย 

ถ้าคุณมีเงินระดับหมื่นล้านวางตรงหน้า แต่ไม่สามารถหยิบมาใช้ได้แม้แต่บาทเดียว คุณจะยังนับว่าตัวเองเป็น ‘มหาเศรษฐี’ อยู่หรือไม่?

ในโลกการเงินดั้งเดิม ความมั่งคั่งมักถูกการันตีด้วยตัวเลขในบัญชีธนาคาร หรือพอร์ตหุ้นที่มีสถาบันการเงินคอยค้ำประกัน แต่สำหรับโลกคริปโทเคอร์เรนซี คำนิยามของคำว่า ‘ความร่ำรวย’ กลับซับซ้อนกว่านั้นมาก เพราะบล็อกเชนอาจบันทึกว่าคุณถือครองสินทรัพย์มูลค่ามหาศาลอย่างโปร่งใสที่ทุกคนบนโลกมองเห็น ทว่าในความจริงแล้ว ตัวคุณเองอาจไม่มีสิทธิ์แตะต้องมันได้เลย 

แต่คำถามคือ ใครคือคนที่รวยที่สุดบนโลกไร้ศูนย์กลางแห่งนี้? ข้อมูลจาก Arkham Intelligence เผยว่า Satoshi Nakamoto ผู้สร้าง Bitcoin ยังคงครองบัลลังก์บุคคลที่ร่ำรวยที่สุดบนบล็อกเชน ด้วยบิตคอยน์ในมือมูลค่ากว่า 9.2 หมื่นล้านดอลลาร์ กระจายอยู่ในกระเป๋าเงินดิจิทัลราว 22,000 ใบ 

หากเทียบเคียงกับดัชนี Bloomberg Billionaires Index ตัวเลขนี้จะพาเขาพุ่งทะยานติด Top 30 มหาเศรษฐีของโลกทันที แต่ปริศนาที่ยังไม่มีใครตอบได้คือ กระเป๋าเงินที่นิ่งสนิทมานับสิบปีเหล่านี้ เจ้าของตัวจริงยังถือ Private Key เอาไว้อยู่หรือไม่ หรือความมั่งคั่งมหาศาลนี้ได้กลายเป็นเพียงอนุสรณ์ดิจิทัลที่ไม่มีวันถูกเปิดออกอีกแล้ว?

แน่นอนว่าในทำเนียบนี้ ยังมีกลุ่มคนที่ถือครองและควบคุมอำนาจทางการเงินได้จริง อย่าง Justin Sun ผู้ก่อตั้ง Tron (อันดับ 2) ที่มีสินทรัพย์ตรวจสอบได้บนเชนเกือบ 2,200 ล้านดอลลาร์ และประเมินว่าความมั่งคั่งรวมอาจสูงถึง 5,000–7,000 ล้านดอลลาร์ หรือ Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum (อันดับ 5) ที่ถือ ETH มูลค่าราว 629 ล้านดอลลาร์นับตั้งแต่ยุคตั้งไข่ในปี 2015 แต่สิ่งที่น่าชวนคิดยิ่งกว่า คือ เรื่องราวของอันดับอื่นๆ ที่กลายเป็นบทเรียนราคาแพงและตลกร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์การเงิน

ลองคิดภาพตามถึงความรู้สึกของการรู้ตัวว่ามีเงินหมื่นล้าน แต่เอาออกมาไม่ได้ Rain Lohmus นายธนาคารชาวเอสโตเนีย (อันดับ 3) ถือ ETH มูลค่าสูงถึง 684 ล้านดอลลาร์จากการซื้อพรีเซลตั้งแต่ปี 2014 แต่เขากลับทำ Private Key หายไป เช่นเดียวกับ James Howells วิศวกรไอทีชาวเวลส์ (อันดับ 4) ที่เผลอทิ้งฮาร์ดไดรฟ์เก็บรหัส Bitcoin มูลค่า 675 ล้านดอลลาร์ลงถังขยะในปี 2013 จนกลายเป็นมหากาพย์การขอขุดหลุมฝังกลบขยะที่ยังไม่สิ้นสุด 

หรือแม้แต่เคสของ Stefan Thomas โปรแกรมเมอร์ (อันดับ 6) ที่มี Bitcoin 590 ล้านดอลลาร์ แต่ติดล็อกอยู่ในแฟลชไดรฟ์ IronKey เพราะจำรหัสผ่านไม่ได้ และเหลือโอกาสให้เดาได้อีกเพียง 2 ครั้งสุดท้าย ก่อนที่ระบบความปลอดภัยจะลบข้อมูลทิ้งทั้งหมด

ความย้อนแย้งยิ่งทวีความน่าสนใจเมื่อเส้นทางของบล็อกเชนไปตัดกับคดีอาชญากรรม Clifton Collins อดีตพ่อค้ากัญชาชาวไอริช (อันดับ 7) ผู้เก็บสะสมบิตคอยน์มูลค่า 338 ล้านดอลลาร์ไว้ตั้งแต่ช่วงปี 2011–2012 โดยจดโค้ดรหัสซ่อนไว้ในกล่องใส่เบ็ดตกปลา แต่กล่องดังกล่าวกลับถูกทิ้งหายไประหว่างที่เขาถูกจับกุมในปี 2017 

แม้เจ้าหน้าที่รัฐจะตามยึดกระเป๋าบางส่วนได้ ทว่าเมื่อต้นปี 2026 กระเป๋าหนึ่งที่เชื่อว่าตายไปแล้วกลับมีการเคลื่อนไหวปริศนา นำไปสู่การเข้าอายัดเงิน 35 ล้านดอลลาร์อย่างเร่งด่วน ทิ้งคำถามไว้ว่า ใครกันแน่ที่อยู่เบื้องหลังและเคลื่อนไหวธุรกรรมเหล่านั้น?

ขณะที่อันดับท้ายๆ ของลิสต์ สะท้อนภาพขั้วอำนาจยุคใหม่ ทั้ง Patricio Worthalter ผู้ก่อตั้ง POAP (อันดับ 8), Stefan George ผู้ร่วมก่อตั้ง Gnosis (อันดับ 9) ที่ความมั่งคั่งโตตามอีโคซิสเต็มที่พวกเขาสร้าง และ Ansem นักเทรดมีมคอยน์บน Solana (อันดับ 10) ที่มีสินทรัพย์บนเชนราว 88 ล้านดอลลาร์

ท้ายที่สุดแล้ว ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้กำลังส่งสัญญาณบอกว่า ‘อิสรภาพทางการเงิน’ ที่อยู่ในมือเราเองแบบ 100% ได้มาพร้อมกับดาบสองคมที่โหดร้าย เพราะการมีสินทรัพย์บันทึกอยู่บนโค้ด ไม่เท่ากับการได้ครอบครอง หากคุณทำกุญแจดอกเดียวหายไป ตัวเลขมหาศาลเหล่านั้นก็ไม่ต่างอะไรกับทองคำในตู้เซฟกระจกใสขนาดยักษ์ที่ตั้งอยู่ตรงหน้า ให้คนทั้งโลกยืนมอง แต่ไม่มีใครสามารถเอื้อมมือเข้าไปแตะต้องมันได้อีกต่อไป

ที่มา:msn


มุมมองผู้เขียน: กรณีการทำ Private Key หาย ตอกย้ำให้เห็นถึงปัญหาสำคัญของการถือคริปโทด้วยตัวเอง เพราะแม้เหรียญจะยังอยู่บนบล็อกเชน แต่หากเจ้าของเข้าถึงไม่ได้ ก็ไม่สามารถนำมาโอนหรือขายได้