bitkub-banner

SEC เสนอกฎใหม่ ให้ที่ปรึกษาและกองทุนถือคริปโตเองได้ ภายใต้เงื่อนไขเข้ม

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) ลงมติเสนอกฎใหม่ในวันที่ 1 ต.ค. ที่เปิดทางให้ที่ปรึกษาการลงทุนและกองทุนที่จดทะเบียนถือครองคริปโตของลูกค้าเองได้ (self-custody) เมื่อไม่มีผู้ดูแลทรัพย์สินที่ได้รับอนุญาตรองรับสินทรัพย์นั้น
  • ข้อเสนอเปิดทางให้บริษัททรัสต์ที่จดทะเบียนระดับรัฐทำหน้าที่ผู้ดูแลทรัพย์สินคริปโตของลูกค้าและกองทุนได้ โดยต้องแยกทรัพย์สินของลูกค้าออกจากกัน
  • นี่ยังเป็นเพียงข้อเสนอ ต้องผ่านช่วงรับฟังความเห็นสาธารณะ 60 วัน และต้องมีมติสุดท้ายจากคณะกรรมการ SEC ก่อนบังคับใช้จริง

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Bullish

ข้อเสนอนี้ลดอุปสรรคทางกฎหมายที่ทำให้กองทุนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลเข้าถึงคริปโตได้ยาก โดยเฉพาะเหรียญขนาดเล็กที่ผู้ดูแลทรัพย์สินรายใหญ่ยังไม่รองรับ จึงอาจเพิ่มช่องทางให้เงินทุนสถาบันไหลเข้าตลาดในระยะยาว แต่ยังไม่ใช่ปัจจัยกระตุ้นราคาทันที เพราะอยู่ในขั้นเสนอร่างกฎเท่านั้น

เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 2569 สำนักงานคณะกรรมการ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) ภายใต้การนำของประธาน Paul Atkins ลงมติเสนอกฎและการแก้ไขกฎใหม่ภายใต้กฎหมายที่ปรึกษาการลงทุน (Investment Advisers Act) และกฎหมายบริษัทลงทุน (Investment Company Act) ปี 1940 เพื่อปรับปรุงกฎการดูแลทรัพย์สินให้รองรับคริปโต ตามรายงานจาก Ash Crypto และข้อมูลจากเว็บไซต์ ก.ล.ต. สหรัฐฯ ข้อเสนอนี้จะอนุญาตให้ที่ปรึกษาการลงทุนที่จดทะเบียน (RIA) และกองทุนที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลถือครองคริปโตของลูกค้าเองได้ภายใต้เงื่อนไขที่เข้มงวด ซึ่งช่วยให้กองทุนเสนอผลิตภัณฑ์คริปโตแก่ลูกค้าได้หลากหลายขึ้น

ไม่ใช่ใบอนุญาตเปิดกว้าง แต่เป็นทางออกเมื่อไม่มีผู้ดูแลรองรับ

ข้อความที่แพร่ในโซเชียลอาจทำให้เข้าใจว่ากองทุนจะถือกุญแจคริปโตเองได้อย่างอิสระ แต่รายละเอียดในข้อเสนอไม่ได้เป็นเช่นนั้น ตามร่างกฎข้อ 223-1(b)(7) และกฎข้อ 17f-9 การถือครองเองจะทำได้เฉพาะเมื่อไม่มีผู้ดูแลทรัพย์สินที่ได้รับอนุญาต (qualified custodian) รองรับสินทรัพย์ตัวนั้น และที่ปรึกษาต้องตรวจสอบพร้อมบันทึกเป็นเอกสารทุกไตรมาส

นอกจากนี้ ที่ปรึกษาที่เลือกใช้ช่องทางนี้ต้องมีผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ มีระบบควบคุมการจัดการกุญแจส่วนตัว (private key) ต้องให้คนอย่างน้อยสองคนอนุมัติธุรกรรม และแยกที่อยู่บนบล็อกเชนของลูกค้าแต่ละราย กฎนี้ใช้กับ RIA, กองทุนที่จดทะเบียน และบริษัทพัฒนาธุรกิจ (BDC) ส่วนกองทุนอย่าง unit investment trust และ face-amount certificate company ไม่อยู่ในข่ายที่ใช้ช่องทางนี้ได้

บริษัททรัสต์ระดับรัฐเป็นผู้ดูแลทรัพย์สินได้

อีกประเด็นสำคัญคือข้อเสนอนี้ระบุเส้นทางที่ชัดเจนให้บริษัททรัสต์ที่จดทะเบียนระดับรัฐทำหน้าที่ผู้ดูแลทรัพย์สินคริปโตของลูกค้าและกองทุนได้ ตราบใดที่ทรัพย์สินของลูกค้าถูกแยกออกจากกัน ปัจจุบันผู้ดูแลทรัพย์สินรายใหญ่ เช่น ธนาคารทั่วไป มักรองรับเฉพาะเหรียญขนาดใหญ่อย่าง Bitcoin และ Ethereum ทำให้กองทุนลงทุนในเหรียญใหม่หรือเหรียญขนาดเล็กไม่ได้ เพราะไม่มีผู้ดูแลที่เข้าเกณฑ์ ข้อเสนอนี้จึงช่วยเปิดช่องให้ที่ปรึกษาและกองทุนเสนอกลยุทธ์ลงทุนในคริปโตได้กว้างขึ้นอย่างถูกกฎหมาย

ก้าวถัดไปและท่าทีที่เปลี่ยนไปของ SEC

ข้อเสนอนี้จะเปิดรับฟังความเห็นสาธารณะ 60 วันหลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาสหรัฐฯ (Federal Register) จากนั้นคณะกรรมการ SEC ต้องลงมติสุดท้ายก่อนมีผลบังคับใช้ ท่าทีนี้ต่างจากปี 2023 ที่ SEC ภายใต้ Gary Gensler เสนอกฎ “Safeguarding Advisory Client Assets” ซึ่งเข้มงวดและทำให้ที่ปรึกษาถือหรือเทรดคริปโตบนแพลตฟอร์มทั่วไปที่ไม่ใช่ผู้ดูแลที่ได้รับอนุญาตได้ยากมาก

ก่อนหน้านี้ Atkins เคยบอกใบ้ทิศทางนี้ไว้ในงาน Solana Policy Institute Summit เมื่อกลางเดือนกันยายน โดยระบุว่าได้สั่งให้เจ้าหน้าที่ร่างข้อเสนอให้ที่ปรึกษาถือคริปโตเองได้เมื่อไม่มีผู้ดูแลบุคคลที่สามรองรับ และเมื่อวันที่ 18 ส.ค. SEC ยังเสนอ “Regulation Crypto Assets” ซึ่งวางกรอบและข้อยกเว้นการจดทะเบียนสำหรับการขายโทเคนด้วย

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานว่า SEC และ CFTC ออกกฎผ่อนผันคริปโตเอง แม้ CLARITY Act ยังไม่ผ่านวุฒิสภา ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางที่หน่วยงานกำกับดูแลวางกรอบเองผ่านการออกกฎ


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้สำคัญกว่าที่หัวข้อในโซเชียลสื่อ เพราะประเด็นจริงไม่ใช่แค่ “ให้กองทุนถือคริปโตเอง” แต่คือการแก้คอขวดที่ทำให้กองทุนเข้าถึงเหรียญนอกกลุ่มหลักไม่ได้ อย่างไรก็ตาม เงื่อนไขที่ต้องพิสูจน์ว่าไม่มีผู้ดูแลรองรับ พร้อมระบบความปลอดภัยที่เข้มงวด ทำให้คงไม่ใช่ทางลัดที่ใช้ได้ง่ายนัก สิ่งที่น่าจับตาต่อคือเนื้อหาจากช่วงรับฟังความเห็น 60 วัน ว่าอุตสาหกรรมกองทุนและผู้ดูแลทรัพย์สินรายเดิมจะเสนอให้ปรับกฎข้อไหนบ้าง เพราะรายละเอียดตรงนี้จะกำหนดว่ากฎฉบับสุดท้ายเปิดกว้างได้จริงแค่ไหน

ที่มา: @AshCrypto

ภาพจาก AI