สรุปข่าว
- ชาวยุโรปกว่า 50,000 คน ส่งจดหมายกดดัน EU ให้ผ่อนคลายกฎ MiCA และเปิดทางให้ Stablecoin สามารถมอบดอกเบี้ยหรือสิทธิประโยชน์ เช่น Cashback และส่วนลดค่าธรรมเนียมได้
- องค์กร Stand With Crypto มองว่า การปลดล็อกผลตอบแทนจะช่วยให้ Stablecoin สกุลยูโร แข่งขันกับ Stablecoin สกุลดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ดีขึ้น และเพิ่มการใช้งานในยุโรป
- แต่ธนาคารกลางยุโรป (ECB) กลับต้องการคุมเข้ม โดยเสนอให้ขยายข้อห้ามเรื่องผลตอบแทน ไปถึงบริการ Lending, Borrowing และ Staking
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
ชาวยุโรปกว่า 50,000 คนกำลังกดดัน EU ให้ทบทวนกฎหมาย MiCA ที่ห้าม Stablecoin จ่ายดอกเบี้ย หรือผลตอบแทนแก่ผู้ถือ โดยองค์กร Stand With Crypto ต้องการให้เปิดทาง Cashback, ผลตอบแทน และสิทธิประโยชน์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ Stablecoin ยูโร อย่างไรก็ตาม ธนาคารกลางยุโรปกลับเสนอให้คุมเข้มมากขึ้น โดยเฉพาะบริการ Lending, Borrowing และ Staking พร้อมเตือนว่า Stablecoin อาจดึงเงินฝากออกจากธนาคารและสร้างความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง ขณะที่ EU กำลังพิจารณาทิศทางของกฎ MiCA รอบใหม่
ชาวยุโรปกว่า 50,000 คนกำลังเรียกร้องให้สหภาพยุโรป (EU) ทบทวนกฎที่ห้าม Stablecoin จ่ายดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนให้ผู้ถือ โดยองค์กร Stand With Crypto ระบุว่า มีประชาชนส่งจดหมายถึงคณะกรรมาธิการยุโรปมากกว่า 50,000 ฉบับ ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการทบทวนกฎหมาย MiCA ของฝั่งยุโรป
ข้อเรียกร้องสำคัญของ Stand With Crypto คือ ต้องการให้ Stablecoin ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแลสามารถมอบสิทธิประโยชน์แก่ผู้ถือได้ เช่น Cashback, สิทธิพิเศษสำหรับลูกค้า และส่วนลดค่าธรรมเนียม รวมถึงเปิดทางให้ผู้ถือได้รับผลตอบแทนจากสินทรัพย์สำรองของเหรียญ
ปัจจุบัน MiCA ห้ามผู้ออก Stablecoin และผู้ให้บริการคริปโตจ่ายดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนให้กับผู้ถือเหรียญ ซึ่งทาง Stand With Crypto มองว่า กฎนี้ทำให้ Stablecoin ในยุโรปเสียเปรียบผลิตภัณฑ์ทางการเงินแบบดั้งเดิม เช่น เงินฝากธนาคาร ซึ่งสามารถมอบดอกเบี้ยหรือสิทธิประโยชน์ให้ลูกค้าได้
นอกจากจดหมายกว่า 50,000 ฉบับแล้ว ยังมีประชาชนอีกกว่า 126,000 คนร่วมลงชื่อในคำร้องแยกต่างหาก เพื่อเรียกร้องให้ EU เปิดกว้างต่อ Stablecoin มากขึ้น

Harry Pearce Gould ผู้จัดการทั่วไปของ Stand With Crypto EU กล่าวว่า การทบทวน MiCA ครั้งนี้เป็นโอกาสให้ EU ปรับกฎและเปิดทางให้ Stablecoin ที่ได้รับการกำกับดูแลสามารถมอบผลตอบแทนแก่ผู้ถือได้
Gould ยังมองไปที่สหรัฐฯ ซึ่งกำลังผลักดัน Stablecoin ให้มีบทบาทในระบบการชำระเงินและตลาด Tokenization หรือการนำสินทรัพย์ต่าง ๆ มาอยู่ในรูปแบบโทเคนบนบล็อกเชน โดยระบุว่า ยุโรปไม่จำเป็นต้องเดินตามสหรัฐฯ แต่ต้องสามารถแข่งขันได้
ประเด็นสำคัญคือ Stablecoin สกุลเงินยูโร เพราะ Stand With Crypto มองว่า หากกฎเปิดกว้างมากขึ้น ก็อาจช่วยให้ Stablecoin ยูโรได้รับการใช้งานมากขึ้น และเพิ่มบทบาทของเงินยูโรในระบบการชำระเงินดิจิทัล
อย่างไรก็ตาม แนวคิดนี้สวนทางกับท่าทีของธนาคารกลางยุโรป
เมื่อวันที่ 22 กันยายน European System of Central Banks (ESCB) เสนอให้ EU ขยายข้อห้ามเรื่องผลตอบแทน Stablecoin ให้ครอบคลุมบริการอื่นที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ เช่น บริการ Lending, Borrowing และ Staking การนำสินทรัพย์ไปล็อกเพื่อรับผลตอบแทน
เป้าหมายคือ ป้องกันไม่ให้ผู้ให้บริการใช้บริการเหล่านี้เป็นช่องทางในการสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือ Stablecoin ทางอ้อม และหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของ MiCA
ESCB ยังเสนอให้เปลี่ยนวิธีดูแลเงินสำรองของผู้ออก Stablecoin โดยลดการพึ่งพาข้อกำหนดที่ต้องนำเงินสำรองไปฝากไว้กับธนาคารขั้นต่ำ และหันมาใช้เกณฑ์ควบคุมสภาพคล่องมากขึ้น
เหตุผลคือ หากเกิดการแห่ถอน Stablecoin พร้อมกันจำนวนมาก ผู้ออกเหรียญอาจต้องรีบดึงเงินฝากออกจากธนาคารเพื่อจ่ายคืนให้ผู้ถือ ซึ่งอาจสร้างแรงกดดันต่อระบบธนาคาร
ด้านธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังเตือนถึงปัญหา Liquidity Mismatch หรือความไม่ตรงกันระหว่างเวลาที่ผู้ถือสามารถถอนเงินได้ กับเวลาที่สินทรัพย์สำรองสามารถเปลี่ยนกลับมาเป็นเงินสด
Stablecoin สามารถซื้อขายและชำระธุรกรรมได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่สินทรัพย์สำรองบางประเภทอาจต้องใช้เวลาหลายวันกว่าจะขายและชำระเงินได้
ก่อนหน้านี้ Christine Lagarde ประธาน ECB เคยเตือนว่า หากเงินฝากจำนวนมากไหลออกจากธนาคารไปอยู่ใน Stablecoin อาจกระทบความสามารถของธนาคารในการปล่อยสินเชื่อ และลดประสิทธิภาพของนโยบายการเงิน
การทบทวน MiCA ครั้งนี้จึงกำลังเจอกับแรงกดดันจากสองด้าน ฝั่งอุตสาหกรรมคริปโตต้องการให้ EU เปิดทางให้ Stablecoin สามารถมอบผลตอบแทน เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ขณะที่ธนาคารกลางยุโรปต้องการจำกัดผลตอบแทนและควบคุมความเสี่ยงที่ Stablecoin อาจสร้างต่อสภาพคล่องและระบบธนาคาร
ที่มา:cointelegraph
มุมมองผู้เขียน: ทิศทางของกฎหมาย MiCA รอบใหม่จะเป็นตัวกำหนดว่า Stablecoin ในยุโรปจะมีพื้นที่เติบโตมากขึ้น หรือยังคงถูกจำกัดบทบาทเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อระบบการเงิน

