สรุปข่าว
- แม้สถิติหลังการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ มักเป็นปัจจัยบวกต่อตลาดคริปโต แต่ตลาดยังต้องระวังความผันผวน
- การฟื้นตัวของราคาไม่ได้พึ่งพาแค่ปัจจัยทางการเมือง แต่ต้องอาศัยเม็ดเงินที่ไหลเข้า Spot ETF อย่างต่อเนื่อง ทิศทางบอนด์ยีลด์ที่ชะลอตัว และความชัดเจนด้านกฎระเบียบ
- หากทะลุแนวต้าน $87,500 ได้อาจทำให้เกิด Short Squeeze ต่อเนื่อง แต่หากหลุดแนวรับที่ $82,000 อาจเปิดทางให้ราคาปรับตัวลงไปทดสอบพื้นที่ต่ำกว่า $80,000 ได้
แนวโน้มผลกระทบ: Neutral
Bitcoin กำลังก้าวเข้าสู่บททดสอบสำคัญในศึกเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ แม้ประวัติศาสตร์จะกระซิบว่าปลายปีคือช่วงเวลาทอง แต่การฟื้นตัวรอบนี้ต้องอาศัยมากกว่าแค่ผลโหวต ทิศทางตลาดจะชี้เป็นชี้ตายด้วยเม็ดเงิน ETF ที่ต้องไม่หยุดไหล บอนด์ยีลด์ที่ต้องเย็นลงเพื่อเปิดทางให้สินทรัพย์เสี่ยง และกติกาที่โปร่งใส ท่ามกลางความระทึกจากมติของ Fed นักลงทุนต้องเกาะติดสมรภูมิ $82,000 – $87,500 ให้ดี เพราะนี่คือพื้นที่ชี้ขาดว่าคริปโตพี่ใหญ่จะทะยานต่อหรือร่วงหล่น
อีกไม่นาน Bitcoin อาจต้องเจอกับบททดสอบครั้งสำคัญ เมื่อสหรัฐฯ กำลังเดินหน้าเข้าสู่ศึกเลือกตั้งกลางเทอม 3 พฤศจิกายนนี้
สถิติในอดีตให้ภาพค่อนข้างเป็นบวก โดย S&P 500 ปรับตัวขึ้นในช่วง 12 เดือนหลังการเลือกตั้งกลางเทอมทั้ง 19 ครั้งนับตั้งแต่ปี 1950 และให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 15.4% ขณะที่ Bitcoin เคยปรับตัวเพิ่มขึ้น 24.5% หลังการเลือกตั้งปี 2014, 44.9% หลังปี 2018 และ 92.3% หลังปี 2022
แต่สถิติแค่นี้ยังไม่ใช่ใบเบิกทางสู่ขาขึ้นรอบใหม่ บริษัทวิเคราะห์ตลาดคริปโต XWIN Japan เตือนว่า Bitcoin เคยร่วงหนัก 45.5% ในเดือนแรกหลังการเลือกตั้งปี 2018 และข้อมูล Midterm ของ Bitcoin ยังมีเพียง 3 ครั้ง ไม่มากพอจะสรุปเป็นรูปแบบตายตัว
ดังนั้น สิ่งที่ตลาดต้องจับตาไม่ใช่แค่ผลการเลือกตั้ง แต่คือ 3 ตัวแปรที่จะกำหนดว่าเงินจะไหลเข้าหรือไหลออกจาก Bitcoin
1. เม็ดเงินไหลเข้า ETF ต้องเดินหน้าต่อ
กระแสเงินเข้าสู่ Spot Bitcoin ETF เป็นหนึ่งในตัวแปรสำคัญต่อทิศทาง BTC หากแรงซื้อยังไหลเข้าต่อเนื่อง ก็จะช่วยประคองราคาและเพิ่มแรงส่งให้ตลาด แต่หากเงินทุนเริ่มชะลอตัว การฟื้นตัวของ Bitcoin ก็อาจเผชิญแรงกดดัน แม้ความไม่แน่นอนทางการเมืองจะลดลงแล้วก็ตาม
Iliya Kalchev นักวิเคราะห์จาก Nexo ระบุว่า Bitcoin ปิดไตรมาส 3 เพิ่มขึ้น 43% หลังเริ่มต้นไตรมาสต่ำกว่า $58,000 โดยการฟื้นตัวได้รับแรงหนุนจากตลาดพันธบัตร หลัง Treasury ขยายการซื้อคืนพันธบัตรระยะยาวในเดือนสิงหาคม ก่อนที่กระแสเงินเข้าสู่ Spot ETF จะกลับมาเป็นบวกในเวลาต่อมา
2. บอนด์ยีลด์ต้องไม่กลับมากดดันตลาด
XWIN Japan ระบุว่า หลังการเลือกตั้ง นักลงทุนต้องจับตาว่าบอนด์ยีลด์จะทรงตัวหรือชะลอลงหรือไม่ เพราะทิศทางผลตอบแทนพันธบัตรมีผลต่อบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึง Bitcoin
หากบอนด์ยีลด์ผ่อนคลายลง ตลาดอาจเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้นและช่วยหนุน BTC แต่หากยีลด์ยังอยู่ในระดับสูงและกดดันสินทรัพย์เสี่ยง ผลการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะผลักดัน Bitcoin ให้เกิด Rally อย่างยั่งยืน
3. กฎระเบียบต้องชัดเจนขึ้น
ความคืบหน้าด้านกฎระเบียบคริปโตของสหรัฐฯ เป็นอีกตัวแปรสำคัญ เพราะความชัดเจนด้านนโยบายสามารถลดความไม่แน่นอนและเพิ่มความมั่นใจให้กับตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล
XWIN Japan ย้ำว่า สิ่งที่ตลาดต้องดูไม่ใช่เพียงผลการเลือกตั้ง แต่คือทิศทางหลังจากนั้น หากเงินยังไหลเข้า ETF บอนด์ยีลด์ผ่อนคลาย และกฎระเบียบมีความชัดเจนมากขึ้น ปัจจัยทั้งสามจะช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อ Bitcoin มากกว่าเดิม
มุมมองนักวิเคราะห์ต่อ Bitcoin ถึงช่วงสิ้นปี 2569
ปัจจุบัน Bitcoin เคลื่อนไหวบริเวณ $84,000 ต่ำกว่าจุดสูงสุดตลอดกาลบริเวณ $126,000 ประมาณ 32% ขณะที่ Kalchev ระบุว่า BTC เคยปิดไตรมาส 4 ด้วยราคาที่สูงขึ้นใน 9 จาก 15 ปีที่ผ่านมา แต่ค่ามัธยฐานของผลตอบแทนอยู่ที่ประมาณ 9% สะท้อนว่าสถิติยังเป็นบวก แต่ไม่ได้ชี้ถึงการ Rally ขนาดใหญ่โดยอัตโนมัติ
ด้าน Lacie Zhang นักวิเคราะห์วิจัยจาก Bitget Wallet คาดว่า Fed จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 0.25% ในวันที่ 28 ตุลาคม ซึ่งจะเกิดขึ้นไม่ถึงหนึ่งสัปดาห์ก่อนการเลือกตั้งกลางเทอม และอาจส่งผลต่อสภาพตลาด Bitcoin ในช่วงดังกล่าว
ในเชิงราคา Zhang มองว่า $87,500 เป็นแนวต้านสำคัญ หาก BTC ทะลุระดับนี้ได้ มีโอกาสเกิด Short Squeeze ขณะที่การหลุดแนวรับ $82,000-$82,500 อาจเปิดทางให้ Bitcoin ปรับตัวลงต่ำกว่า $80,000
ดังนั้น ทิศทาง Bitcoin หลังเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียว แต่ต้องดูว่า เงินยังไหลเข้า ETF บอนด์ยีลด์ผ่อนคลาย และกฎระเบียบคริปโตมีความชัดเจนขึ้นหรือไม่ เพราะสามปัจจัยนี้จะเป็นตัวชี้ว่าตลาดมีแรงส่งมากพอให้ BTC ฟื้นตัวต่อเนื่องไปจนถึงช่วงสิ้นปีหรือไม่
ที่มา:cryptopotato
มุมมองผู้เขียน: แม้ตลาดจะมีแรงหนุนจากเม็ดเงิน ETF และสถิติเชิงบวกของไตรมาส 4 แต่ความไม่แน่นอนทางการเมืองและโอกาสที่ Fed อาจปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายเดือนตุลาคม ทำให้ตลาดยังอยู่ในภาวะรอความชัดเจน แนวโน้มราคาในระยะสั้นจึงมีโอกาสแกว่งตัวผันผวนจนกว่าจะเบรกกรอบราคาสำคัญ

