สรุปข่าว
- ปริมาณการใช้งานคริปโทฯ แบบ P2P และ Stablecoin ในจีนพุ่งสูงขึ้นถึง 43 เท่าสวนทางกับนโยบายแบนคริปโทเคอร์เรนซีของรัฐบาล
- ข้อมูลจาก Chainalysis เผยให้เห็นมูลค่าธุรกรรมกว่า $1.04 แสนล้าน ระหว่างเดือน ก.ค. 2025 – 2026 โดยมีการหมุนเวียนสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกถึง 3 เท่า
- ตลาดในเอเชียตะวันออกอื่นๆ มีความน่าสนใจเช่นกัน โดยเกาหลีใต้มีขนาดใหญ่ที่สุดและเน้นเหรียญ AI, ฮ่องกงเน้นสถาบันการเงิน ส่วนญี่ปุ่นนิยมใช้งาน DEX
แนวโน้มผลกระทบ: Bullish
รายงานจาก Chainalysis เปิดเผยว่ายอดการใช้งานคริปโทเคอร์เรนซีและ Stablecoin แบบ P2P ในประเทศจีนพุ่งสูงขึ้นถึง 43 เท่า มีมูลค่าธุรกรรมรวมกว่า $1.04 แสนล้านโดยไม่สนการแบนของรัฐบาล สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนนำ Stablecoin มาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในชีวิตประจำวันจริง
แม้รัฐบาลจีนจะประกาศจุดยืนต่อต้านและสั่งแบนคริปโทเคอร์เรนซีอย่างเด็ดขาดมานานหลายปี แต่พฤติกรรมของผู้ใช้ในประเทศกลับสวนทางกับนโยบายรัฐอย่างสิ้นเชิง
ข้อมูลล่าสุดจาก Chainalysis เผยให้เห็นว่า จำนวนที่อยู่กระเป๋าที่ไม่ซ้ำกันซึ่งมีการทำธุรกรรมแบบ peer-to-peer (P2P) หรือ การทำธุรกรรมโดยตรงระหว่างผู้ใช้งานในประเทศจีน มีจำนวนเพิ่มขึ้น 43 เท่า นับตั้งแต่ไตรมาสแรกของปี 2024 ถึง ไตรมาส 2 ของปี 2026
ภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดคือ ปริมาณธุรกรรม Stablecoin บนกระเป๋าเงินที่ผู้ใช้งานถือครองสินทรัพย์ด้วยตนเอง ในช่วงเดือนกรกฎาคม 2025 ถึงมิถุนายน 2026 ซึ่งมีการโอนย้ายมากกว่า 18.1 ล้านครั้ง คิดเป็นมูลค่าเม็ดเงินรวมสูงถึง 1.04 แสนล้านดอลลาร์ โดยมีจุดพีคในเดือนมีนาคม 2026 ที่ยอดธุรกรรมภายในประเทศพุ่งทะยานขึ้นถึง 4.9 พันล้านดอลลาร์ในเดือนเดียว สร้างสถิติการเติบโตรายเดือนสูงที่สุด
นอกจากตัวเลขที่เติบโตอย่างรวดเร็วแล้ว พฤติกรรมการใช้งานยังชี้ให้เห็นว่า สินทรัพย์เหล่านี้ไม่ได้ถูกถือไว้เพื่อการเก็งกำไร โดย Stablecoin ในจีนมีอัตราการหมุนเวียนสูงถึง 33.2 รอบต่อปี ซึ่งมากกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 9.3 รอบต่อปี ถึง 3 เท่าตัว ความถี่ในการเปลี่ยนมือที่สูงผิดปกตินี้ทำให้ Chainalysis ประเมินว่า ผู้ใช้งานในจีนกำลังนำ Stablecoin มาใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน สำหรับการทำธุรกิจและการชำระเงินข้ามพรมแดนมากกว่าการเก็บออม
ปัจจุบัน Chainalysis ประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจของระบบนิเวศคริปโทฯ ในจีนว่า อาจสูงไม่ต่ำกว่า 1.76 แสนล้านดอลลาร์ โดยที่การทำธุรกรรม P2P ในประเทศคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 59.1% ซึ่งเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นกว่า 3.5 เท่า เมื่อเทียบกับปี 2025

การเติบโตของธุรกรรมคริปโทฯ ในจีนแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างระหว่างการใช้งานจริงกับนโยบายของรัฐบาลที่มีแนวโน้มในการแบนคริปโทฯ ต่างชาติ รวมถึงออกกฎใหม่ในการเพ่งเล็งไปยังการใช้ Stablecoin อิงเงินหยวนเถื่อน และการแปลงสินทรัพย์ในโลกจริงเป็นโทเคน
อย่างไรก็ตาม จีนไม่ใช่ประเทศเดียวที่มีการใช้งานคริปโทฯ มากขึ้นในภูมิภาคเอเชียตะวันออก เพราะประเทศเพื่อนบ้านอย่างเกาหลีใต้และญี่ปุ่นต่างก็มีกิจกรรมในตลาดคริปโทฯ เติบโตขึ้นอย่างคึกคักเช่นกัน เพียงแต่แต่ละประเทศมีรสนิยมและจุดโฟกัสที่ต่างกันออกไป
Chainalysis ระบุว่าเกาหลีใต้ถือเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจคริปโทฯ ใหญ่ที่สุดในเอเชียด้วยมูลค่ากว่า $4.49 แสนล้าน เติบโตขึ้น 12.3% โดยแรงขับเคลื่อนหลักมาจากรายย่อยที่แห่เข้าไปเก็งกำไรในเหรียญที่เกี่ยวข้องกับ AI
ตัดภาพมาที่ฮ่องกงจะมุ่งเน้นไปที่กิจกรรมของสถาบันการเงินเป็นส่วนใหญ่ คิดเป็นสัดส่วนถึง 16% มากกว่าประเทศอื่นถึงสามเท่า พร้อมกับปริมาณเงินที่ไหลผ่านระหว่างธุรกิจไปยังธุรกิจกว่า $2.4 หมื่นล้าน ส่วนญี่ปุ่นให้ความสนใจในกระดานเทรดแบบกระจายศูนย์ (DEX) คิดเป็นสัดส่วนบริการถึง 35% และมีปริมาณการใช้งานเพิ่มขึ้นกว่า 200% นับตั้งแต่ปี 2022
ในประเด็นนี้ Jordan Wain จาก Chainalysis ชี้ว่าการกำกับดูแลคริปโทฯ ในระดับสถาบันมีแนวโน้มจะปรับมาตรฐานเข้าหากันจนคล้ายคลึงกันมากขึ้นเรื่อยๆ ในทุกตลาด ขณะที่ตลาดระดับรายย่อยจะยังคงมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ทั้งในแง่ของวิธีการนำกฎหมายไปใช้ปฏิบัติ และประเภทสินทรัพย์ที่อนุญาตให้ผู้บริโภคทั่วไปเข้าซื้อได้จริงในแต่ละประเทศ
ที่มา: Cointelegraph
มุมมองผู้เขียน : ข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการควบคุมหรือสั่งแบนจากภาครัฐไม่สามารถสกัดกั้นความต้องการใช้งานทางการเงินที่แท้จริงของประชาชนได้ การออกกฎการกำกับดูแลจึงน่าจะเป็นหนทางที่เหมาะสมกว่าการสั่งระงับ

