bitkub-banner

เจ๊งระนาวสังเวยตลาด นักวิจัยเผยปี 2026 โปรเจกต์คริปโทฯ ปิดตัวแล้ว 82 ราย

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • นักวิจัย Stacy Muur เปิดเผยรายชื่อ 82 โปรเจกต์คริปโทฯ ที่มีรายงานว่าปิดตัวในปี 2026 ครอบคลุมตั้งแต่ DeFi ไปจนถึงเครือข่ายบล็อกเชนและเกม Web3
  • DeFiLlama ระบุว่า โปรเจกต์ที่ประกาศปิดตัวเคยระดมทุนรวมกันราว 1 พันล้านดอลลาร์ แต่สาเหตุหลักยังเป็นปัญหาด้านเงินทุน รายได้ และการหาตลาดให้ผลิตภัณฑ์
  • แม้เงินลงทุนจาก Venture Capital ยังเพิ่มขึ้น แต่จำนวนดีลลดลง 80% สะท้อนว่านักลงทุนอาจให้ความสำคัญกับคุณภาพของโปรเจกต์มากขึ้น

แนวโน้มผลกระทบ: Neutral 

Stacy Muur นักวิจัยคริปโทฯ เปิดเผยรายชื่อ 82 โปรเจกต์ที่มีรายงานว่าปิดตัวลงในปี 2026 ขณะที่ข้อมูลจาก DeFiLlama ระบุว่า สาเหตุหลักที่ทำให้โปรเจกต์หลายแห่งไปไม่รอดมาจากผลิตภัณฑ์ไม่ตอบโจทย์ตลาด เงินทุนหมด และรายได้ไม่เพียงพอ แม้เงินลงทุน VC ในช่วงครึ่งแรกของปีจะเพิ่มขึ้น แต่จำนวนดีลกลับลดลง 80% สะท้อนว่า โปรเจกต์จำนวนหนึ่งกำลังเข้าถึงแหล่งทุนได้ยากขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นและการควบรวมกิจการที่เพิ่มขึ้น

ตัวเลขโปรเจกต์คริปโทฯ ที่ทยอยปิดตัวลงในปี 2026 กำลังเพิ่มขึ้นอย่างน่าตกใจ โดยล่าสุด Stacy Muur นักวิจัยคริปโทฯ เปิดเผยรายชื่อ 82 โปรเจกต์ที่มีรายงานว่าปิดตัวในปีนี้ ตั้งแต่แพลตฟอร์ม DeFi ไปจนถึงเครือข่ายบล็อกเชนและเกม Web3 โดยเธอระบุว่าไม่เคยเห็นการปิดตัวจำนวนมากเช่นนี้มาก่อน

ในรายชื่อมีทั้ง Balancer, Radiant Capital, Neon EVM และ Step Finance ขณะเดียวกัน ตลาดคริปโทฯ ก็ผ่านช่วงขาลงอย่างหนัก หลัง Bitcoin ร่วงจากจุดสูงสุดเหนือ 126,000 ดอลลาร์ในเดือนตุลาคม 2025 ลงมาต่ำกว่า 60,000 ดอลลาร์ในช่วงกลางปี 2026 สำหรับโปรเจกต์ที่ยังหาผู้ใช้ไม่ได้มากพอหรือไม่มีรายได้เลี้ยงตัวเอง ภาวะตลาดเช่นนี้ยิ่งทำให้การประคองธุรกิจยากขึ้น

โปรเจกต์ดังทยอยปิดตัว ทั้งปัญหาเงินทุนและการถูกแฮ็ก

Blast เครือข่าย Ethereum Layer 2 ที่ครั้งหนึ่งเคยมีเงินฝากรวมมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ ประกาศยุติการดำเนินงานเมื่อต้นเดือนตุลาคม โดยให้เหตุผลว่า มองไม่เห็นแนวทางในการทำให้ธุรกิจอยู่รอดต่อไปได้

Step Finance เจอปัญหาอีกแบบ หลังถูกโจมตีคลังเงินทุนครั้งใหญ่จนต้องปิดตัวในเดือนกุมภาพันธ์ ส่วน Radiant Capital ประกาศในเดือนมิถุนายนว่าจะทยอยยุติการดำเนินงาน หลังไม่สามารถฟื้นตัวจากเหตุโจมตีในปี 2024 ได้ 

ขณะที่ Satori Finance ซึ่งได้รับการสนับสนุนจาก Coinbase ก็ปิดกิจการเพราะรายได้ไม่เพียงพอ บางโปรเจกต์ไปต่อไม่ได้หลังถูกแฮ็ก บางแห่งมีปัญหากับโมเดลธุรกิจของตัวเอง แต่ผลลัพธ์เหมือนกัน คือไม่มีทรัพยากรเพียงพอให้ดำเนินงานต่อ

ระดมทุนมหาศาล แต่ทำไมโปรเจกต์คริปโทฯ ยังทยอยปิดตัว?

ข้อมูลจาก DeFiLlama ในเดือนสิงหาคม 2026 ยิ่งทำให้สถานการณ์น่ากังวลขึ้น โดยพบว่า มีโปรเจกต์คริปโทฯ ประกาศปิดตัวแล้วถึง 100 รายในปีนี้ และในจำนวนดังกล่าวมีถึง 40 รายที่ปิดตัวภายในช่วง 90 วันก่อนรายงาน

สาเหตุหลักมาจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่ตอบโจทย์ตลาด ตามมาด้วยเงินทุนที่หมดลง รายได้ไม่เพียงพอ และการเปลี่ยนไปพัฒนาผลิตภัณฑ์อื่น

สิ่งที่ชวนให้ตั้งคำถามคือ โปรเจกต์ทั้ง 100 รายเคยระดมทุนรวมกันได้ราว 1 พันล้านดอลลาร์ และมีรายได้จากค่าธรรมเนียมสะสมประมาณ 250 ล้านดอลลาร์ โดย 9 โปรเจกต์ในกลุ่มนี้เคยระดมทุนได้รายละมากกว่า 50 ล้านดอลลาร์ด้วยซ้ำ แต่เงินทุนระดับนี้ก็ยังไม่เพียงพอที่จะทำให้ทุกโครงการอยู่รอด

ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาของหลายโปรเจกต์อาจอยู่ที่การเปลี่ยนเงินทุนให้กลายเป็นธุรกิจที่ยั่งยืน บางแห่งดึงดูดผู้ใช้ไม่ได้มากพอ ขณะที่บางแห่งมีรายได้ไม่ครอบคลุมค่าใช้จ่าย เมื่อเงินทุนก้อนเดิมเริ่มหมดและหาเงินรอบใหม่ได้ยาก การปิดกิจการจึงกลายเป็นทางออกที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

ที่มา: DeFiLlama

เงินลงทุนเพิ่ม แต่จำนวนดีลกลับลดลง 80%

ข้อมูล DeFiLlama ระบุว่า เงินลงทุนจาก Venture Capital (VC) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026 เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า แต่จำนวนดีลกลับลดลง 80% ขณะที่การควบรวมและซื้อกิจการมี 87 รายการ เพิ่มขึ้น 65% จากปีก่อน

ภาพที่เกิดขึ้นจึงไม่ได้หมายความว่า เงินลงทุนหายไปจากตลาดทั้งหมด แต่การลงทุนมีการกระจุกตัวมากขึ้น ขณะที่โปรเจกต์จำนวนหนึ่งอาจเข้าถึงเงินทุนได้ยากกว่าเดิม ส่วนการควบรวมกิจการก็เป็นอีกทางเลือกสำหรับธุรกิจที่ต้องการลดต้นทุนหรือรวมทรัพยากรเพื่อไปต่อ

ที่มา:cointelegraph


มุมมองผู้เขียน: ปัญหาการปิดตัวของโปรเจกต์คริปโทฯ เป็นเรื่องที่น่าจับตา โดยเฉพาะโปรเจกต์ที่ต้องพึ่งเงินระดมทุนรอบใหม่เพื่อประคองธุรกิจ หากตลาดยังไม่ฟื้นตัว หรือไม่สามารถสร้างรายได้จากผู้ใช้จริงได้ โปรเจกต์เหล่านี้อาจเผชิญแรงกดดันต่อไป ขณะที่นักลงทุนควรพิจารณาความสามารถในการสร้างรายได้ ฐานผู้ใช้ และความปลอดภัยของระบบควบคู่ไปกับเงินทุนที่โปรเจกต์เคยระดมได้