bitkub-banner

ราคาข้าวสหรัฐฯ พุ่งกว่า 80% หลังผลผลิตต่ำสุดในรอบ 33 ปี เตือนเงินเฟ้อด้านอาหารระลอกใหม่

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • ราคาสัญญาซื้อขายข้าวเปลือกล่วงหน้าในสหรัฐฯ พุ่งขึ้นกว่า 80% จากจุดต่ำสุดช่วงปลายปี 2025 โดยขึ้นมาแตะประมาณ 17.5 ดอลลาร์ต่อ hundredweight (cwt) ในเดือนตุลาคม 2026 ท่ามกลางความกังวลด้านอุปทาน
  • USDA คาดการณ์ผลผลิตข้าวสหรัฐฯ สำหรับปีการตลาด 2026/27 อยู่ที่ 157.7 ล้าน cwt ต่ำสุดในรอบ 33 ปี ขณะที่พื้นที่เก็บเกี่ยวลดลงสู่ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปีการตลาด 1972/73
  • ราคาข้าวที่เพิ่มขึ้นอาจสร้างแรงกดดันต่อต้นทุนอาหารและค่าครองชีพ แต่ผลกระทบต่อเงินเฟ้อโดยรวมยังขึ้นอยู่กับต้นทุนขนส่ง ความต้องการบริโภค และราคาสินค้าอาหารประเภทอื่นด้วย

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral

ข่าวนี้เป็นสัญญาณเชิงบวกต่อราคาสินค้าเกษตรบางประเภท โดยเฉพาะข้าวในตลาดสหรัฐฯ เนื่องจากอุปทานภายในประเทศที่ลดลงช่วยหนุนราคา อย่างไรก็ตาม หากมองในภาพเศรษฐกิจโดยรวม ต้นทุนอาหารที่สูงขึ้นอาจเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และทำให้ธนาคารกลางต้องระมัดระวังในการผ่อนคลายนโยบายการเงินมากขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าจะทำให้ตลาดหุ้นหรือ Bitcoin ปรับตัวลงโดยตรง

ราคาข้าวเปลือกล่วงหน้าในสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรงในปี 2026 หลังปริมาณผลผลิตภายในประเทศลดลง ท่ามกลางต้นทุนการเพาะปลูกที่สูงและการลดพื้นที่เพาะปลูกของเกษตรกร โดยข้อมูลตลาดระบุว่าราคาข้าวขึ้นมาแตะประมาณ 17.52 ดอลลาร์ต่อ cwt ในวันที่ 23 ตุลาคม 2026 เพิ่มขึ้นราว 87% จากระดับต่ำสุดที่ 9.37 ดอลลาร์เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2025

ข้อมูลจาก USDA Economic Research Service ระบุว่า ผลผลิตข้าวทั้งหมดของสหรัฐฯ ในปีการตลาด 2026/27 คาดว่าจะอยู่ที่ 157.7 ล้าน cwt ลดลงจากปีก่อนอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 33 ปี

ขณะเดียวกัน พื้นที่เก็บเกี่ยวข้าวทั้งหมดถูกประเมินไว้ที่ประมาณ 2.06 ล้านเอเคอร์ ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ปีการตลาด 1972/73 สะท้อนให้เห็นว่าการลดลงของพื้นที่เพาะปลูกเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้อุปทานข้าวตึงตัว

ทำไมผลผลิตข้าวสหรัฐฯ ถึงลดลง?

ปัจจัยสำคัญมาจากการลดพื้นที่เพาะปลูก หลังเกษตรกรต้องเผชิญต้นทุนการผลิตที่สูง ขณะที่ราคาข้าวในช่วงก่อนหน้าไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่จูงใจมากพอ ส่งผลให้เกษตรกรบางส่วนหันไปปลูกพืชชนิดอื่นแทน

ข้อมูลจาก USDA ระบุว่า พื้นที่เก็บเกี่ยวข้าวทั้งหมดลดลงเหลือประมาณ 2.06 ล้านเอเคอร์ในปีการตลาด 2026/27 จากประมาณ 2.74 ล้านเอเคอร์ในปีก่อนหน้า ขณะที่ผลผลิตลดลงเหลือ 157.7 ล้าน cwt

การลดลงดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่เกษตรกรยังต้องรับมือกับต้นทุนปุ๋ย เชื้อเพลิง และปัจจัยการผลิตอื่น ๆ ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการทำกำไร โดยเฉพาะในพื้นที่เพาะปลูกข้าวหลักทางตอนใต้ของสหรัฐฯ

แม้ผลผลิตจะลดลง แต่ไม่ได้หมายความว่าสหรัฐฯ จะขาดแคลนข้าวทันที เพราะ USDA ยังประเมินว่าการนำเข้าข้าวจะเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชยอุปทานภายในประเทศที่ลดลง โดยคาดว่าปริมาณนำเข้าจะอยู่ที่ประมาณ 49.8 ล้าน cwt ในปีการตลาด 2026/27

ราคาอาหารที่สูงขึ้นอาจเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อทั่วโลก

การปรับขึ้นของราคาข้าวสหรัฐฯ เกิดขึ้นในช่วงที่ตลาดอาหารทั่วโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงจากต้นทุนการผลิตและการขนส่งที่สูงขึ้น โดยเฉพาะราคาพลังงาน ปุ๋ย และความไม่แน่นอนด้านสภาพอากาศ

รายงานของ Reuters เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2026 ระบุว่า แรงกระแทกด้านอุปทานและต้นทุนขนส่งอาจทำให้เงินเฟ้ออาหารทั่วโลกเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงช่วงปลายปี 2026 และปี 2027 โดยมีทั้งความเสี่ยงจากสภาพอากาศ ภาวะขาดแคลนสินค้าเกษตรบางชนิด และต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น

สำหรับผู้บริโภค ราคาข้าวที่สูงขึ้นอาจส่งผลต่อค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะประเทศที่ประชาชนใช้ข้าวเป็นอาหารหลัก อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจริงขึ้นอยู่กับสัดส่วนการนำเข้า แหล่งผลิตภายในประเทศ และนโยบายควบคุมหรืออุดหนุนราคาของแต่ละรัฐบาล

ในสหรัฐฯ ราคาข้าวเปลือกที่เพิ่มขึ้นยังต้องผ่านกระบวนการสีข้าว การจัดเก็บ การขนส่ง และการจำหน่ายก่อนจะสะท้อนในราคาข้าวสารที่ผู้บริโภคซื้อ ดังนั้น จึงไม่ควรนำตัวเลขการพุ่งขึ้นของสัญญาล่วงหน้ามาตีความว่าราคาอาหารทั้งหมดจะเพิ่มขึ้นในอัตราเดียวกัน

เงินเฟ้ออาหารจะกระทบตลาดการเงินและ Bitcoin หรือไม่?

หากราคาสินค้าอาหารปรับตัวขึ้นต่อเนื่องจนทำให้เงินเฟ้อโดยรวมกลับมาเร่งตัว ธนาคารกลางสหรัฐฯ อาจมีข้อจำกัดในการปรับลดอัตราดอกเบี้ย เพราะต้องระวังไม่ให้แรงกดดันด้านราคากลับมารุนแรงอีกครั้ง

สถานการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลต่อตลาดการเงินผ่านอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ค่าเงินดอลลาร์ และความคาดหวังต่อนโยบายการเงิน โดยหากตลาดปรับลดความคาดหวังเรื่องการลดดอกเบี้ย สินทรัพย์เสี่ยงอย่างหุ้นเทคโนโลยีและ Bitcoin ก็อาจเผชิญแรงกดดันได้

อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์นี้ยังเป็นผลกระทบทางอ้อม เพราะราคาข้าวสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นตัวกำหนดทิศทางเงินเฟ้อหรือการตัดสินใจของธนาคารกลาง ปัจจัยอื่น เช่น ราคาน้ำมัน ค่าแรง ค่าเช่า และภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ยังคงมีความสำคัญมากกว่าในการประเมินทิศทางนโยบายการเงิน

ผู้เขียนมองว่า การพุ่งขึ้นของราคาข้าวเป็นสัญญาณที่ควรติดตาม เพราะสะท้อนความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรในช่วงที่ต้นทุนการผลิตสูงขึ้น แต่ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าโลกกำลังเข้าสู่วิกฤตเงินเฟ้ออาหารครั้งใหญ่ สิ่งที่ต้องจับตาคือราคาสินค้าเกษตรชนิดอื่น ปริมาณการนำเข้า และตัวเลขเงินเฟ้อที่ผู้บริโภคเผชิญจริง หากแรงกดดันด้านอาหารขยายวงกว้างจนกระทบเงินเฟ้อพื้นฐาน เมื่อนั้นตลาดการเงินอาจต้องประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยใหม่ ซึ่งจะมีความสำคัญต่อหุ้นและ Bitcoin มากกว่าการเคลื่อนไหวของราคาข้าวเพียงอย่างเดียว

แหล่งข้อมูลอ้างอิง