bitkub-banner

พ่อรวยสอนลูก เผยเพิ่งช้อน Bitcoin ตอนคนตื่นตระหนก ลั่นแช่งให้ร่วงอีก

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • Robert Kiyosaki ผู้เขียนหนังสือ Rich Dad Poor Dad เผยได้เข้าซื้อสะสม Bitcoin ทองคำ และแร่เงินเพิ่มเติมในช่วงที่ตลาดตื่นตระหนก และกำลังรอจังหวะที่ราคาจะร่วงลงอีกครั้งเพื่อเข้าซื้อเพิ่ม
  • เจ้าตัวมองว่าการปรับตัวลดลงของราคาสินทรัพย์เป็นเพียงสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจจากปัญหาที่แท้จริงอย่างวิกฤตหนี้สาธารณะทั่วโลก โดยเฉพาะหนี้ของสหรัฐฯ ที่พุ่งแตะ 40.39 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • Kiyosaki ย้ำจุดยืนโจมตีสกุลเงินเฟียตว่าเป็นเงินปลอมที่ถูกออกแบบมาเพื่อสูบความมั่งคั่งของคนทำงานที่เก็บออมเงินสด ท่ามกลางสภาวะที่ราคา Bitcoin กำลังเผชิญช่วงอ่อนแอและลงมาทดสอบจุดต่ำสุดเดิม

แนวโน้มผลกระทบ: Bullish (ในมุมมองการสะสมระยะยาว) / Bearish (ความผันผวนระยะสั้น)

Robert Kiyosaki นักลงทุนและผู้เขียนหนังสือการเงินระดับโลก ออกมาแสดงจุดยืนสวนกระแสความกลัวของตลาดคริปโทเคอร์เรนซีที่กำลังซบเซา โดยเปิดเผยว่าเขาได้เข้าซื้อสะสมทั้ง Bitcoin ทองคำ และแร่เงินเพิ่มเติมในจังหวะที่นักลงทุนรายอื่นพากันตื่นตระหนกเทขาย พร้อมระบุว่ากำลังเฝ้ารอการร่วงลงของตลาดรอบใหม่เพื่อเข้าช้อนซื้อเพิ่ม ทั้งนี้ เขามองว่าความผันผวนของราคาเป็นเรื่องเล็กเมื่อเทียบกับปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่พุ่งทะลุ 40.39 ล้านล้านดอลลาร์ การบริหารงานที่ไร้ประสิทธิภาพของผู้นำ และการเสื่อมค่าของเงินกระดาษที่ทำร้ายผู้ออมเงิน

ในขณะที่นักลงทุนจำนวนมากกำลังกังวลกับภาวะการปรับฐานของตลาดคริปโทเคอร์เรนซีและสินทรัพย์ปลอดภัย Robert Kiyosaki ผู้เขียนหนังสือการเงินชื่อดังอย่าง Rich Dad Poor Dad (พ่อรวยสอนลูก) กลับมองวิกฤตความผันผวนในมุมที่ต่างออกไป

โดยเมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายนที่ผ่านมา เขาได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า ในจังหวะที่ผู้คนพากันตื่นตระหนกเมื่อราคาทองคำ แร่เงิน และ Bitcoin ร่วงลงอย่างหนัก เขากลับเป็นฝ่ายที่เดินหน้าเข้าซื้อสินทรัพย์เหล่านี้เพิ่มเข้าพอร์ต

ไม่เพียงแต่จะไม่หวั่นไหวต่อแรงเทขายในปัจจุบันเท่านั้น แต่ Kiyosaki ยังระบุอย่างชัดเจนว่า เขากำลังตั้งตารอคอยให้เกิดการเทขายครั้งใหญ่ในตลาดทองคำ แร่เงิน และ Bitcoin รอบต่อไปอย่างใจจดใจจ่อ เพื่อใช้เป็นโอกาสในการเข้าสะสมสินทรัพย์ที่มีจำกัดเหล่านี้ในราคาที่ถูกลงอีกครั้ง ท่ามกลางบรรยากาศที่ราคา Bitcoin กำลังเผชิญกับช่วงเวลาที่อ่อนแอและถอยลงมาทดสอบระดับแนวรับต่ำสุดเดิมก่อนหน้านี้

ชี้ราคาดิ่งเป็นแค่ภาพลวงตา แต่หนี้สหรัฐฯ 40.39 ล้านล้านดอลลาร์คือ ภัยคุกคามจริง

สำหรับเหตุผลที่ทำให้ Kiyosaki ไม่ได้มองว่า การดิ่งลงของราคาสินทรัพย์เป็นเรื่องน่ากลัว เป็นเพราะเขาประเมินว่า การขยับขึ้นลงของราคาระยะสั้นเป็นเพียงสิ่งเบี่ยงเบนความสนใจของคนทั่วไปออกจากวิกฤตการณ์ทางการเงินระดับมหภาคที่ใหญ่กว่ามาก โดยเขาชี้ว่าปัญหาที่แท้จริงของโลกในวันนี้คือขนาดของหนี้สาธารณะทั่วโลกที่พอกพูนขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง โดยเฉพาะหนี้ของสหรัฐอเมริกา

ความกังวลของ Kiyosaki สอดคล้องกับตัวเลขทางเศรษฐกิจจริงในปัจจุบัน หลังจากที่ยอดหนี้สาธารณะของรัฐบาลสหรัฐฯ ได้พุ่งทะยานขึ้นไปแตะระดับประมาณ 40.39 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐแล้ว ซึ่งเขามองว่าวิกฤตหนี้ก้อนโตนี้ถูกซ้ำเติมด้วยความไร้ความสามารถของผู้นำประเทศที่ไม่กล้าตัดสินใจแก้ปัญหาที่ต้นตออย่างแท้จริง รวมถึงระบบการศึกษาสมัยใหม่ที่ไม่เคยสอนความรู้เรื่องกลไกของเงินให้กับประชาชนเลยแม้แต่น้อย

โจมตีเงินเฟียตคือ เครื่องมือสูบความมั่งคั่งของคนทำงาน

นอกจากประเด็นเรื่องหนี้สาธารณะแล้ว Kiyosaki ยังคงย้ำจุดยืนเดิมในการวิพากษ์วิจารณ์ระบบสกุลเงินกระดาษที่รัฐบาลพิมพ์ขึ้นมา หรือเงินเฟียตอย่างเผ็ดร้อน โดยเขามองว่า สกุลเงินดอลลาร์และเงินกระดาษทั่วโลกคือ “เงินปลอม” ที่ถูกออกแบบมาโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อขโมยความมั่งคั่งไปจากประชาชนที่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานหาเงิน และเลือกที่จะเก็บออมน้ำพักน้ำแรงของตัวเองไว้ในรูปแบบของเงินสด

แนวคิดดังกล่าวอธิบายได้อย่างชัดเจนว่า เหตุใดทุกครั้งที่เกิดการเทขายในตลาดการเงินจนราคาสินทรัพย์ทางเลือกปรับตัวลดลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์ Kiyosaki จึงเลือกที่จะนำเงินสดไปแลกเป็นสินทรัพย์ที่จับต้องได้และมีจำนวนจำกัดอย่างทองคำ แร่เงิน และ Bitcoin แทนการถือครองเงินกระดาษที่กำลังสูญเสียอำนาจซื้อลงเรื่อยๆ จากภาวะเงินเฟ้อและการก่อหนี้ของภาครัฐ

ที่มา: TheStreet


มุมมองผู้เขียน: ท่าทีของ Robert Kiyosaki เป็นการตอกย้ำปรัชญาการลงทุนแบบเน้นคุณค่าระยะยาวที่ใช้รับมือกับความผันผวนของตลาดได้เป็นอย่างดี แต่อย่างไรก็ตาม นักลงทุนรายย่อยที่คิดจะเดินตามรอยด้วยการรอช้อนซื้อในช่วงที่ตลาดร่วงหนัก จำเป็นต้องประเมินสภาพคล่องและสายป่านทางการเงินของตนเองให้ดี เพราะการซื้อสะสมในขาลงโดยไม่ใช้เลเวอเรจแบบที่ Kiyosaki ทำ ต้องอาศัยเงินเย็นที่สามารถถือครองข้ามผ่านวัฏจักรตลาดที่ซบเซาได้เป็นเวลานาน โดยไม่ถูกบีบให้ต้องขายขาดทุนออกมาก่อนที่วิกฤตหนี้สาธารณะจะส่งผลสะท้อนกลับมาดันราคาสินทรัพย์อย่างที่เขาคาดการณ์ไว้จริง