bitkub-banner

ทางการสหรัฐฯ เร่งตรวจความเสี่ยงไซเบอร์ของธนาคาร หลัง Binance ถูกแฮกกว่า $6 พันล้าน

พร้อมเล่น 0:00 / 0:00
สรุปข่าว
  • หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ ติดต่อธนาคารพาณิชย์เพื่อประเมินความเสี่ยงด้านความปลอดภัย หลังเหตุแฮก Binance มูลค่า $6.3 พันล้าน
  • Reuters รายงานว่าผู้กำกับดูแลจาก Federal Reserve และ OCC เป็นผู้ติดต่อธนาคาร ส่วนธนาคารยืนยันว่าบริการไม่ได้หยุดชะงัก
  • ประเด็นที่ต้องจับตาคือธนาคารจะปรับมาตรการรับมือกลโกงแบบเดียวกับที่ใช้กับพนักงาน Binance อย่างไร

แนวโน้มผลกระทบต่อราคา: Neutral

การที่ผู้กำกับดูแลโทรเช็กธนาคารแสดงว่าเหตุแฮกถูกมองเป็นความเสี่ยงต่อระบบการเงินที่กว้างกว่าคริปโต ซึ่งเพิ่มแรงกดดันด้านกฎระเบียบในระยะสั้น แต่ธนาคารยังไม่พบความเสียหาย และผู้ใช้ Binance ไม่ได้สูญเสียเงิน จึงยังไม่มีสัญญาณชัดเจนต่อราคา

ตามรายงานจาก Watcher.Guru เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2569 หน่วยงานกำกับดูแลของสหรัฐฯ ได้ติดต่อธนาคารเพื่อตรวจสอบความเสี่ยงด้านความปลอดภัย หลังเหตุแฮก Binance มูลค่า $6.3 พันล้าน ข่าวนี้สอดคล้องกับรายงานเชิงลึกของ Reuters ที่ระบุว่าผู้กำกับดูแลธนาคารจาก Federal Reserve และสำนักงานผู้ตรวจการสกุลเงิน (OCC) ได้สอบถามธนาคารพาณิชย์เพื่อประเมินช่องโหว่ของระบบและเฝ้าระวังความผิดปกติ ตามข้อมูลที่ตรวจสอบได้ การติดต่อธนาคารเริ่มขึ้นตั้งแต่เช้าวันจันทร์ที่ 2 พ.ย. ส่วนข่าวหลุดออกมาในวันนี้

ผู้กำกับดูแลเช็กระบบธนาคาร ไม่ใช่ตรวจกระดานเทรด

ข้อความในโพสต์อาจทำให้เข้าใจว่าผู้กำกับดูแลกำลังตรวจความปลอดภัยของ Binance แต่ข้อเท็จจริงคือผู้กำกับดูแลติดต่อ “ธนาคารพาณิชย์” เพื่อตรวจว่าระบบไอทีและระบบชำระเงินของธนาคารเองมีช่องโหว่ต่อการบุกรุกรูปแบบเดียวกันหรือไม่ และมีความเสี่ยงลุกลามมาถึงระบบธนาคารหรือเปล่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้กำกับดูแลธนาคารโดยตรง ไม่ใช่ ก.ล.ต. สหรัฐฯ (SEC) หรือ CFTC

แหล่งข่าวในธนาคารยืนยันกับ Reuters ว่าบริการของตนไม่ได้หยุดชะงัก ขณะที่ทีมความปลอดภัยไซเบอร์ของธนาคารใหญ่ในสหรัฐฯ กำลังรันการตรวจสอบและจัดทำรายงานภัยคุกคามจากกรณีของ Binance

ทำไมธนาคารต้องสนใจวิธีเจาะของ Binance

Binance เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่าเหตุครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากจุดอ่อนของเทคโนโลยีบล็อกเชน แต่เป็นปฏิบัติการหลอกลวงพนักงานยาวนานราว 5 เดือน ผ่านการสัมภาษณ์งานปลอม แพ็กเกจนักพัฒนาที่ถูกดัดแปลง และเครื่องแล็ปท็อปฝั่ง DevOps ที่ถูกยึด ซึ่งภัยแบบนี้ธนาคารเองก็เผชิญอยู่เช่นกัน

อีกเหตุผลคือธนาคารสหรัฐฯ เข้าไปเกี่ยวข้องกับสินทรัพย์ดิจิทัลมากขึ้นหลังกฎระเบียบผ่อนคลายลง ผู้กำกับดูแลจึงต้องดูว่าเหตุไซเบอร์ใหญ่ในวงการคริปโตจะลุกลามเข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานของธนาคารหรือไม่ ก่อนหน้านี้ FBI ชี้ว่ากลุ่ม TraderTraitor ของเกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลังเหตุนี้ ส่วนเกาหลีเหนือปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้อง

ก่อนหน้านี้ Siam Blockchain ได้รายงานเรื่องที่ Coinbase ออกมาระบุว่าเก็บสินทรัพย์ลูกค้า 99% ไว้ใน Cold Wallet หลังเหตุ Binance อ่านข่าวเดิม


ส่วนตัวผู้เขียนมองว่าข่าวนี้น่าสนใจตรงที่สายตาของผู้กำกับดูแลหันมาที่ธนาคาร ไม่ใช่แค่กระดานเทรดคริปโต แปลว่าเหตุแฮกนี้ถูกมองเป็นบทเรียนของระบบการเงินทั้งระบบ สิ่งที่ควรจับตาต่อคือจะมีแนวปฏิบัติหรือคำเตือนอย่างเป็นทางการออกมาหรือไม่ และเรื่องนี้จะกลายเป็นเหตุผลให้ฝั่งกำกับดูแลเข้มงวดกับธนาคารที่ทำธุรกิจคริปโตมากขึ้นหรือเปล่า แต่ตอนนี้ยังไม่มีธนาคารรายงานความเสียหาย จึงยังไม่ควรตีความเกินกว่าที่รายงานบอก

ที่มา: Watcher.Guru

ภาพจาก AI